นักฆ่าฮองเฮาของข้า / สุดยอดนักฆ่า มเหสียอดรัก - ตอนที่ 25
ตอนที่ 25 ได้รับบาดเจ็บ
“ท่านพ่อ ข้าขอเป็นตัวแทน แทนลูกชายอกตัญญูคารวะท่านพ่อที่ท่านมีบุญคุณในการปลูกฝังสั่งสอน”
เสียงโจว๋เส้ากวางคุกเข่าลง
นายท่านโจว๋พูดเบาเบา: “ลุกขึ้นเถอะ เฟิงเอ๋อไม่เพียงเป็นลูกชายของเจ้า แต่ก็เป็นความหวังของตระกูลโจว๋ของพวกเรา! อบรมสั่งสอนก็ไม่ใช่เพื่อเจ้า แต่เพื่อทรัพย์สินมรดกร้อยร้อยปีของตระกูลโจว๋!”
สองวันต่อมา
ผ่านการจัดวางและวางแผนกันอย่างละเอียดรอบคอบ โจว๋หวูนเฟิงนำยอดฝีมือแปดคนของตระกูลโจว๋ พกอาวุธเข้าไปในเฉียนหลงวานที่อันตราย
เฉียนหลงวานเป็นภูมิประเทศที่น่ากลัว ทั้งมีป่าไม้เขียวชอุ่ม อีกทั้งมีหุบเขาที่มีน้ำตกไหลแรง ด้านล่างภูเขามีหมู่บ้านเล็ก ๆ กระจัดกระจายไปทั่วคล้ายกระดานหมากรุก
ครอบครัวเกษตรกรและนายพรานในหมู่บ้านใกล้ ๆ ล้วนหลบภัยหนีเอาตัวรอดเข้าไปอยู่เมืองหลวงกันหมด บริเวณรอบนอกร้อยลี้ไม่พบร่องรอยของการอาศัยอยู่ของมนุษย์เลย
โจว๋หย่วยไห่ที่มีความถนัดตามกลิ่นและสืบหาเบาะแสได้ทำการเสาะหาอยู่ตามภูเขาใกล้อยู่นานแล้ว แล้วชี้ไปยังภูเขาที่ตั้งตระหง่านอยู่ในก้อนเมฆไกล ๆ แล้วพูด: “กลิ่นของนกและสัตว์อ่อนที่สุดก็คือทางทิศนั้น สถานที่ที่หมาป่าสองหัวสัตว์เวทย์ที่โหดร้ายเยี่ยงนั้นเคลื่อนไหว นกและสัตว์ก็ต้องหลบหนีลี้ภัยเป็นปกติ ดังนั้นสถานที่ที่กลิ่นของนกและสัตว์เบาบางที่สุดก็คือสถานที่ของสัตว์เวทย์!”
โจว๋หวูนเฟิงมองยอดเขาที่ตั้งตระหง่านเดี๋ยวผลุบเดี๋ยวโผล่อยู่ในก้อนเมฆไกล ๆ พูด: “ถนนหนทางสูงและชัน อลังการสูงตระหง่าน บรรยากาศท้องฟ้ายังไม่มืด พวกเรารีบไปกันเถอะ ไม่แน่อาจจะได้เจอหมาป่าสองหัว ลุงสอง ท่านคิดเห็นอย่างไร?”
พี่รองโจว๋เส้าฉีอีกด้านถูกเรียกว่ากุนซือทางทหารในตระกูลโจว๋ ดังนั้นโจว๋หวูนเฟิงก็ต้องอาศัยความคิดเห็นของโจว๋หวูนเฟิง ความจริงเขาก็รู้ ภายนอกเขาเป็นผู้นำกองกำลัง แต่เขาอายุยังน้อยความรู้ตื้นเขิน ยังขาดประสบการณ์ เพียงมีชื่อว่าเป็นผู้นำเท่านั้น”
โจว๋เส้าฉีพูด: “เจ้าเป็นผู้นำ ให้เจ้าเป็นคนตัดสินใจ”
โจว๋หวูนเฟิงพูด: “ฟ้ามืดจะทำสร้างความลำบากอย่างมากต่อการเดินทางของพวกเรา ท้องฟ้าน่าจะยังมีเวลาอีกสามชั่วยามถึงจะมืด คาดเดาระยะทางจากสายตาอาศัยกำลังเท้าของพวกเรา ไม่ต้องใช้เวลาถึงหนึ่งชั่วยามก็สามารถเดินทางยอดเขานั้นได้ พวกเราแบ่งเป็นสองกลุ่ม ท่านลุงสองท่านนำอีกกลุ่มหนึ่ง ข้าและท่านพ่อจะนำอีกกลุ่มหนึ่ง ล้อมรอบซ้ายขวาหุบเขาไว้ ถ้าเจออันตรายยังสามารถช่วยกันเป็นกองหนุน จะไม่ต้องพบเจออันตรายทั้งหมด ท่านลุงสองคิดเห็นเยี่ยงไร?”
“ดีมาก”
“เยี่ยงนั้นก็เริ่มออกเดินทางกันเถอะ”
คนทั้งเก้าก็แบ่งออกเป็นสองกลุ่มทันที โจว๋เส้าฉีนำคนสามคน โจว๋หวูนเฟิงนำคนสี่คน แยกเป็นทิศทางซ้ายขวามุ่งหน้าเข้าไปยอดเขา
ค่อยๆเข้าไปพื้นที่ยอดเขา บรรยากาศเข้มข้นแรงขึ้น เงาไม้ปกคลุมเต็มท้องฟ้า
คนทั้งกลุ่มติดตามกลิ่น ตามรอย แล้วค่อย ๆ มาบรรจบกัน
โจว๋หย่วยไห่พูด: “สัตว์เวทย์อยู่ด้านหน้า!”
โจว๋หวูนเฟิงถามอย่างเคร่งเครียด: “ท่านลุงไห่ ท่านแน่ใจหรือ?”
โจว๋หย่วยไห่พูด: “ข้าตามรอยสัตว์มาสามสิบปี แต่ไหนแต่ไรไม่เคยตามรอยพลาด วรยุทธ์ข้าไม่กล้ายอมรับว่าเป็นที่หนึ่ง แต่ตามรอยสัตว์นั้น ข้ายอมเป็นที่สองก็ไม่มีใครกล้าเป็นที่หนึ่งแล้ว!”
โจว๋เส้ากวางพูด: “ความสามารถในการตามรอยสัตว์ของหย่วยไห่เป็นอันดับหนึ่งในใต้หล้า ไม่มีใครเทียบได้ เขาพูดว่าสัตว์เวทย์อยู่ข้างหน้า เยี่ยงนั้นก็ไม่มีผิด”
โจว๋หวูนเฟิงยกดาบยาวในมือขึ้น รวบรวมกำลังภายใน กลั้นลมหายใจเดินเข้าไป……
“พวกเราเดินเข้าไปใกล้ ๆ อย่าทำให้สัตว์นรกนั่นตกใจ ให้ดีถือโอกาสที่มันไม่ทันระวังตัวเอาตาข่ายไปจับมัน หลีกเลี่ยงการบาดเจ็บล้มตาย ท่านพ่อ ท่านลุงไห่ พวกท่านอยู่ช่วยเหลือด้านหลัง ข้าไปดูสถานการณ์ก่อน”
“ปัง!”
“เพล้ง!”
“เพล้ง! เพล้ง!”
ทันใดนั้นข้างหน้าเกิดเสียงกาต่อสู้กันของอาวุธลอยมา บางทีก็ผสมไปด้วยเสียงคำของสัตว์ที่สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น……
“แย่แล้ว! ท่านลุงสองพวกเขาเจอสัตว์เวทย์แล้ว!”
โจว๋หวูนเฟิงจับดาบ ใช้วิชาตัวเบามุ่งเข้าไปในป่าทึบอย่างเร็ว……
“เฟิงเอ๋อ ระวังหน่อย”
โจว๋เส้ากวาง โจว๋หย่วยไห่และคนอื่น ๆ ก็ล้วนจับอาวุธ ค่อยๆใช้วิชาตัวเบากระโดดเข้าไปในป่า พวกเขาไม่สามารถให้โจว๋หวูนเฟิงเข้าไปคนเดียวได้ ถ้าหากเกิดเรื่องอันใดขึ้นจะทำเยี่ยงไร?
ในป่าทึบที่ตะวันใกล้จะตกดิน มีการต่อสู้ที่น่าหวาดกลัวระหว่างความเป็นและความตายเกิดขึ้นอยู่ พื้นดินสั่นสะเทือน คล้ายกับแผ่นดินไหวไม่ปาน
ในป่าข้างหน้ามีเสียงดังอึกทึก ต้นไม้โบราณสั่นไหวคล้ายกับต้นหญ้าที่ถูกลมพายุพัด
เร็วมาก สัตว์นรกตัวใหญ่ปรากฏตัวแล้ว
พริบตาเดียวที่ได้เห็นสัตว์นรกตัวใหญ่ที่ดุร้ายนั้น โจว๋หวูนเฟิงและคนอื่น ๆ ล้วนตะลึงงันกันทุกคน!
“สัตว์นรกดึกดำบรรพ์ ใหญ่เกินไปแล้ว!” คนหนึ่งในตระกูลโจว๋แหงนหน้ามองแล้วอุทานด้วยความตกใจ
“นี่ก็คือหมาป่าสองหัวที่เล่าลือกันหรือ?”
โจว๋หย่วยไห่ล่าสัตว์มาสามสิบปี เป็นครั้งแรกที่เห็นสัตว์ที่ล่าตัวใหญ่และดุร้ายขนาดนี้ สัตว์ใหญ่ที่สุดที่เขาเคยล่าคือเสือ แต่ว่าถ้าเปรียบเทียบเสือกับสัตว์นรกที่ใหญ่โตมโหฬารตรงหน้า ง่าย ๆ ก็คล้ายกับมดตัวเล็ก ๆ
สัตว์เวทย์ข้างหน้านี้ ขนาดเท่ากับตึกสองชั้น ร่างกายใหญ่โต รูปร่างคล้ายสุนัขพันธุ์หนึ่ง มีสองหัว เขี้ยวแหลมคม แผ่รังสีความโหดเหี้ยมดุร้าย
“รีบโจมตี! อย่ามัวใจลอย!”
โจว๋เส้าฉีที่ร่างกายท่วมเลือดดาบเหล็กเล่มหนึ่งหักแตกไปแล้ว กลุ่มของเขาล้วนได้รับบาดเจ็บ สัตว์เวทย์ที่ดุร้ายรับมือได้ยากกว่าที่คิด พลังแข็งแกร่ง ดุร้าย แล้วยังร่างกายนั้นที่หนังเป็นเหล็กกระดูกเป็นเหล็ก ง่าย ๆ ก็คือดาบแทงไม่เข้า!
โจว๋หวูนเฟิงเห็นลุงสองและคนอื่น ๆ ได้รับบาดเจ็บ จับดาบแล้วพุงเข้าไป: “ท่านพ่อ ท่านคอยช่วยเหลือท่านลุงสองและท่านลุงคนอื่น ๆที่ได้รับบาดเจ็บ ลุงไห่ พวกเราเป็นกองหน้าบุกเข้าไป ฆ่าสัตว์นรกนั่นให้ตายกันเถอะ!”
“ปัง!” เขาสมกับเป็นยอดฝีมือขั้นเจ็ดที่อายุน้อยที่สุด แค่ดาบเดียวก็เหมือนลมที่พัดอย่างรุนแรงไปโดนหลังของสัตว์เวทย์
“กิ๊ง!”ปลายดาบถูจนเกิดประกายไฟ
สัตว์เวทย์โกรธจนจ้องมองโจว๋หวูนเฟิง แสดงหน้าตาท่าทางดุร้าย
“เฟิงเอ๋อ ระวัง!”
โจว๋เส้ากวางสาดพลังภายในอันแข็งแกร่ง บังคับโจว๋หวูนเฟิง
หนึ่งหัวของสัตว์เวทย์กำลังโรมรันอยู่กับโจว๋เส้าฉี อีกหนึ่งหัวของมันวกกลับมากัดโจว๋หวูนเฟิง หากไม่ได้โจว๋เส้ากวางเข้ามาผลักออก น่ากลัวว่าเขาจะสิ้นท่ามันเสียตรงนี้ โจว๋หวูนเฟิงตกใจกลัวจนหน้าซีด
“เจ้าสัตว์นรกนี่ดุร้ายมาก พวกเราแบ่งเป็นสองกลุ่ม ช่วยกันรุมมัน รักษากำลังไว้ และค่อยลิดรอนพลังของมันอย่างช้าๆ”
โจว๋เส้าฉีในท่ามกลางกลุ่มคนนั้น มีฝีมือมากที่สุด แต่ก็ได้รับบาดเจ็บมากที่สุดเช่นกัน เพราะเขาคือกำลังหลักในการรับมือกับสัตว์เวทย์ เป็นเขาคนเดียวที่โจมตีสัตว์เวทย์นั้นได้มากที่สุด
การแบ่งกองกำลังโจมตีดูจะเป็นไปได้ด้วยดี ผู้มีฝีมือระดับสูงของตระกูลโจว๋นั้นมีพลังภายในที่ล้ำลึก ต่างผลักให้โจว๋เส้าฉีที่บาดเจ็บหนักออกไปข้างๆ ทุกคนต่างมีพลังที่ซ่อนเอาไว้อยู่ ยิ่งสู้ก็ยิ่งแกร่งขึ้น และในไม่ช้าก็เริ่มจับจุดอ่อนของสัตว์เวทย์นั้นได้
“แทงตาของมัน” โจว๋เส้าฉีคำรามลั่น
ผู้มีฝีมือระดับสูงของตระกูลโจว๋ต่างอ่อนล้า ในที่สุดก็พบจุดอ่อนของสัตว์เวทย์จนได้ นั่นก็คือดวงตาทั้งสองหัวของมัน เนื้อหนังแข็งดังหินผาจนแทงไม่เข้า สิ่งที่อ่อนแอที่สุดย่อมเป็นดวงตาของมัน
ผู้มีฝีมือทั้งเก้าต่างล้าและท้อ แต่สองหัวของเจ้าสัตว์ร้ายยังคงดุดันเช่นดั่งเก่า
ถึงแม้จะเป็นผู้มีฝีมือระดับสูง แต่ร่างกายของมนุษย์ย่อมมีขีดจำกัด แต่สัตว์เวทย์นั้นราวกับมีขีดพลังที่ไร้จำกัด รับมือกับศัตรูทั้งเก้าราวกับเป็นลูกไก่ในกำมือ
“บัดซบ ข้าไม่เชื่อว่าเจ้าจะแทงไม่เข้า”
โจว๋หวูนเฟิงสูญเสียความเยือกเย็นไปเพราะการต่อสู้ที่กินเวลานาน ดาบของเขาระเบิดออก เพราะการถ่ายเทพลังภายใน เพื่อโจมตีดวงตาของสัตว์เวทย์
โจว๋เส้าฉีกล่าวเสียงผะแผ่ว “ไม่ดีแล้ว”
“แรงของพวกเขายังมีไม่มาก หากสู้กันอย่างนี้ต่อไป พลังกายจะต้องหมดลงเป็นแน่”
“ลงมือซะเฟิงเอ๋อ ใช้แรงไปทั้งหมด” โจว๋เส้าฉีออกคำสั่งการต่อสู้ครั้งสุดท้าย
ผู้มีฝีมือระดับสูงทั้งแปดต่างดึงพลังภายในและจิตวิญญาณออกมาทั้งหมด เพื่อเสริมสร้างทักษะให้แก่ตนเอง ดาบและมีดต่างต่อสู้ร่วมกัน ลมพัดกระหน่ำ แผ่นดินสั่นสะเทือน…
ตึง ตึง ตึง แผ่นดินไหวสั่นอยู่ชั่วครู่
ดวงตาทั้งสี่ของสัตว์เวทย์ถูกทำลายไปเพียงสามดวงเท่านั้น เขาหมดสติไปในการโจมตีครั้งสุดท้าย
คนของตระกูลโจว๋ต่างหัวเสีย แขนซ้ายของโจว๋หวูนเฟิงถูกกรงเล็บฉีกจนเนื้อขาด เลือดพวยพุ่งอย่างน่ากลัว แต่บาดแผลของเขากลายเป็นเล็กน้อยไปทันที
โจว๋เส้าฉีกลายเป็นร่างเลือด เปรอะไปทั้งตัวไม่เหลือที่บนเสื้อผ้าหรือเนื้อตัวเลยแม้แต่นิด อาวุธในมือแตกซีกเป็นสองท่อน
ผู้มีฝีมือระดับอีกคนของตระกูลโจว๋เองก็มือหัก ส่วนคนอื่นๆก็ได้รับบาดแผลที่ภายนอกและภายในกันไปถ้วนหน้า
ผู้มีฝีมือระดับสูงของตระกูลโจว๋ลงมือ จนเกือบจะหมดลม แต่ท้ายที่สุดก็สามารถจบการปะทะที่ดุเดือดกับสัตว์เวทย์ลงได้
โจว๋เส้าฉีนึกถึงเรื่องที่บิดาของตนเคยสอนไว้ หากต้องผ่าท้องของสัตว์เวทย์ แต่ดาบกลับแทงไม่เข้า…
“มัดสัตว์เวทย์นั่นไว้ และพากลับจวนอ๋อง”
โจว๋เส้าฉีทำได้เพียงให้คนที่ยังสภาพดีอยู่ไม่กี่คนเข้าไปผูกสัตว์เวทย์ หลังจากนั้นก็จะกลับจวนกันเช่นไรคงค่อยคิดอีกที
ท้องฟ้ามืดมิดแล้ว
ไฟในจวนอ๋องโจว๋สว่างโร่ ในขณะที่ข้ารับใช้ต่างเดินกันให้วุ่นวาย
เงาของร่างทั้งเก้าที่พาดสัตว์เวทย์ไว้บนไหล่โผล่ขึ้นที่ประตูด้านหลังของจวนอ๋องโจว๋
“เฟิงเอ๋อ เจ้ากับพวกท่านอาพาเจ้าสัตว์เวทย์ไปคุมขังไว้ที่คุกใต้ดินเสีย พาคนไปคุ้มกันให้แน่นหนา อย่าทำให้มันตื่นเด็ดขาด บังคับให้มันกินยานอนหลับ ให้มันได้หลับนานๆ ไม่รู้พันธมิตรข้างเคียงผู้ยิ่งใหญ่โยนปัญหาอะไรมาให้อีกแล้ว ข้าจะไปพบท่านปู่ของเจ้า”
“ขอรับ ท่านอารอง”
โจว๋เส้าฉีกลับมายังเรือนพัก เปลี่ยนเสื้อผ้า ชำระร่างกาย แล้วจึงตรงไปยังเรือนพักของนายท่านโจว๋
“ท่านพ่อ ข้าเองขอรับ”
“เข้ามา”
“ขอรับ”
โจว๋เส้าฉีเคาะประตู เมื่อได้รับคำอนุญาตจึงเปิดเข้าไป
นายท่านโจว๋เมื่อเห็นลูกชายของตัวเองได้รับบาดเจ็บสาหัส จึงเอ่ยขึ้น “การต่อสู้วันนี้สาหัสมากเลยหรือ”
โจว๋เส้าฉีกล่าวสีหน้าเคร่งคหรือม “เด็กๆไม่เคยออกรบจึงยังขาดประสบการณ์กัน สัตว์เวทย์ตัวนี้ดุร้ายกว่าทุกตัวที่เคยผ่านมา พวกเราผู้มีฝีมือระดับสูงทั้งเก้าคนต่างใช้เวลาต่อสู้ถึงสามชั่วยาม กว่าจะล้มมันได้”
นายท่านโจว๋กล่าว “หัวใจหมาป่าล่ะ”
สีหน้าโจว๋เส้าฉีย่ำแย่ทันตา “หนังของสัตว์นรกนั่นแข็งราวกับหิน แทงอย่างไรก็ไม่เข้า เวลานั้นอาวุธของพวกเจ้าต่างเสียหายอย่างหนัก จึงไม่สามารถผ่าท้องของมันแล้วนำเอาหัวใจหมาป่าออกมาได้…”
นายท่านโจว๋กล่าว “แล้วสัตว์เวทย์ล่ะ ได้นำซากศพมันกลับมาหรือไม่”
โจว๋เส้าฉีกล่าว “สัตว์เวทย์ยังไม่ตาย แต่ก็สูญเสียการมองเห็นไปแล้ว ท่านพ่อเคยบอกไว้ว่าหัวใจหมาป่าต้องนำออกมาตอนที่มันยังมีชีวิตอยู่ถึงจะมีประสิทธิผลดีที่สุด ดังนั้นพวกเด็กๆจึงได้นำกลับมาที่จวนด้วย ข้าได้เรียกเฟิงเอ๋อให้นำมันไปขังไว้ที่ห้องขังใต้ดินแล้ว รอเพียงท่านพ่อลงไปตรวจเท่านั้น”
นายท่านโจว๋กล่าวชื่นชม “ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยม เจ้ารอง ครั้งนี้เจ้าเป็นผู้นำที่ดีมาก เจ้าสัตว์เวทย์ตัวนี้กล้าแกร่งยิ่งกว่าที่ผ่านมา แม้พวกเจ้าทั้งเก้าจะยังรับมือกับมันไม่ได้ แต่ก็ยังยืนหยัดที่จะต่อสู้กับมัน หากเฟิงเอ๋อได้กินหัวใจหมาป่า พลังจะต้องทบทวีเป็นพันเท่า ช่างเป็นโอกาสทองที่หาได้ยากนัก นี่คือยุคทองของเรา”
โจว๋เส้าฉีกล่าว “ย่อมเป็นเพราะคำอายพรจากบรรพบุรุษตระกูลโจว๋ เด็ดหัวเจ้าสัตว์เวทย์นั่น แล้วเฟิงเอ๋อก็จะกลายเป็นจุดยอดของกลุ่มเด็กรุ่นใหม่ เป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จของจวนอ๋องโจว๋ การเสี่ยงชีวิตอย่างอยากลำบากในค่ำคืนนี้ก็ไม่สูญเปล่าแล้ว…”
“แย่แล้ว”
ทันใดนั้นโจว๋เส้าหัวก็พรวดพราดเข้ามา แล้วตะโกนเสียงดัง “ท่านพ่อ ท่านพี่รอง แย่แล้วขอรับ”