กระบี่จงมา Sword of Coming - บทที่ 440.5 ขัดเกลากระบี่ในยามที่ไม่ฝึกกระบี่
ในขณะที่เฉินผิงอันเดินออกจากยอดเขา ตรงไปที่ท่าเรือ พายเรือกลับเกาะชิงเสีย
หมัวมัววัยชราผู้นั้นก็เดินเข้ามาในเรือน มองหลิวจ้งรุ่นที่คล้ายจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้วถามว่า “องค์หญิงใหญ่เชื่อใจคนต่างถิ่นที่เพิ่งมาอยู่ทะเลสาบซูเจี่ยนได้ไม่ถึงครึ่งปีคนนั้นจริงๆ หรือเจ้าคะ? แล้วนับประสาอะไรกับที่คนผู้นี้ยังเด็กถึงเพียงนี้ ต่อให้เป็นคนที่มีความคิดละเอียดรอบคอบ ทำอะไรมั่นคงเชื่อถือได้ แต่อายุน้อยก็หมายความว่ารากฐานตื้นเขิน นี่คือหลักการที่ไม่เคยแปรเปลี่ยนมานับแต่โบราณกาล ไม่อย่างนั้นปีนั้นเจ้าเศษสวะน้อยที่องค์หญิงใหญ่อุ้มส่งให้ขึ้นนั่งบัลลังก์มังกรด้วยมือของตัวเองจะอดทนข่มกลั้น แสร้งโง่แกล้งบ้ามานานหลายปีขนาดนั้นหรือ? แล้วยังเกือบจะถูกเจ้าเศษสวะน้อยนั่นทำเรื่องน่าสะอิดสะเอียนที่แม้แต่เจ้าผู้ฝึกกระบี่เซียนดินคนนั้นยังทำไม่ได้ ได้สำเร็จ?”
สีหน้าของหลิวจ้งรุ่นกลับคืนมาเป็นปกติ นางเอ่ยอย่างเฉยชาว่า “รู้หรือไม่ว่าคนแบบใดในใต้หล้าที่คู่ควรแก่การทำการค้าด้วยที่สุด?”
หญิงชราถาม “ขอองค์หญิงใหญ่โปรดชี้แนะ”
หลิวจ้งรุ่นลุกขึ้นยืน นางที่เรือนกายเพรียวบางมีพลังอำนาจอย่างเปี่ยมล้น สีหน้านิ่งสนิทราวผิวน้ำ กัดฟันกล่าวว่า “คนที่มีทั้งสามอย่างคือฉลาด ดีและมีขีดจำกัด หากเมื่อก่อนเจ้าเศษสวะน้อยนั่นไม่ถูกคนเป่าหูจนจงใจปฏิบัติตัวผิดทำนองคลองธรรม ความสามารถเพียงอย่างเดียวของเขาก็คือเป็นปรปักษ์กับข้า ทำให้คนในราชสำนักและคนในกองทัพต้องตายไปคนแล้วคนเล่าอย่างต่อเนื่อง หากไม่มีคนแบบนี้ แคว้นของพวกเราจะต้องล่มสลายหรือ?!”
หญิงชราไม่วิจารณ์เรื่องในอดีตเหล่านี้ ต่อให้ออกมาจากวังหลวงแห่งนั้นหลายปีแล้ว นางก็ยังคงปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่ถูกกำหนดขึ้นในวัง ไม่พูดในสิ่งที่ไม่สมควร ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง
หญิงชราเพียงแค่กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียดว่า “องค์หญิงใหญ่ เอ่ยประโยคที่ไม่เคารพสักคำ การที่ท่านพูดอย่างนั้น และทำเรื่องอย่างนั้นกับเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมขนขึ้นไม่ครบผู้นั้น ช่างไร้ยางอายเหลือเกิน”
หลิวจ้งรุ่นวิ่งปรู๊ดออกไป ก้มหัวค้อมเอวกอดแขนของหญิงชราไว้เบาๆ พลางพูดออดอ้อน “ก็สนุกนี่นา แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว คราวหน้าไม่มีอีกแล้ว”
หญิงชราพยักหน้ารับ “อยู่ในเรือนลึกจึงเงียบเหงา นี่คือความกลัดกลุ้มเป็นทุกข์ของหญิงชาวบ้านร้านตลาด ตอนนี้องค์หญิงใหญ่คือเซียนดินโอสถทองแล้ว อย่าเกเรเหมือนตอนยังเป็นเด็กสาวอีกเลย อีกอย่าง วัวแก่กินหญ้าอ่อนก็ไม่ดี”
ใบหน้าของหลิวจ้งรุ่นแดงก่ำ ปล่อยแขนหญิงชรา หายเข้าไปในหอแสงอัญมณีไม่ยอมพบหน้าใครราวกับแง่งอน
พอหลิวจ้งรุ่นแอบไปหลบซ่อนตัว หญิงชราถึงได้คลี่ยิ้มออกมา เพียงแต่ครู่เดียวก็หุบยิ้ม
หญิงชรารู้ดีว่าหาใช่เพราะองค์หญิงใหญ่คิดอะไรกับคนหนุ่มผู้นั้น หรือตกหลุมรักเขาตั้งแต่แรกเห็นจริงๆ แต่เป็นเพราะตอนนี้บนบ่าขององค์หญิงใหญ่มีแรงกดดันมากเกินไป อีกทั้งยังไม่มีคนที่สามารถพึ่งพาได้ ย่อมกระทำหรือพูดจาที่เกินเหมาะเกินควรไปบ้างอย่างเลี่ยงไม่ได้ ครึ่งปีมานี้ ภาชนะล้ำค่าในหอแสงอัญมณีที่ถูกขว้างแตกมีน้อยนักหรือ? และเมื่อแสงแห่งความหวังเสี้ยวหนึ่งโผล่ขึ้นมากะทันหัน ก็ยิ่งทำให้จิตใจของคนแกว่งไกว ทันใดนั้นความสุขและความทุกข์ทั้งหลายก็ยิ่งแสดงให้เห็นจิตใจและนิสัยอันดั้งเดิมของคนผู้นั้น ต่อให้เป็นเซียนดินโอสถทองก็ยังไม่ใช่ข้อยกเว้น
องค์หญิงใหญ่ที่นางเห็นอีกฝ่ายเติบโตมาผู้นี้ มีนิสัยซุกซนเกเร ไร้ขื่อไร้แปมาตั้งแต่เด็ก พวกหมัวมัวในวังที่สอนมารยาทให้กับนาง เวลาที่ต้องสั่งสอนอบรมองค์หญิงใหญ่ แต่ละคนปวดหัวกันไม่น้อย
และก็มีแต่นางที่อยู่เคียงข้างองค์ใหญ่มาโดยตลอด ทั้งสองฝ่ายมีชีวิตพึ่งพาอาศัยกันและกัน จนกระทั่งเดินมาถึงก้าวนี้
และการที่โอสถทองของนางเสื่อมโทรมใกล้จะแหลกสลาย ก็ได้กลายมาเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่เกือบจะกดทับให้จิตใจขององค์หญิงใหญ่พังทลาย
ต้องมามองเห็นคนสนิทกลายเป็นกองกระดูกขาวโพลนคาตาตัวเอง คือความเจ็บปวดที่ผู้ฝึกตนเซียนดินทุกคนต้องเผชิญ
เกินครึ่งจะไม่ใช่คนรุ่นพ่อแม่ แต่เป็นอาจารย์และศิษย์ บ้างก็คู่รัก บ้างก็เป็นผู้ถ่ายทอดมรรคากับผู้ปกป้องมรรคา
ยิ่งสนิทกันเท่าไหร่ จิตมารก็ยิ่งใหญ่มากขึ้นเท่านั้น
ก็เหมือนกับหลิวเหล่าเฉิงที่ปีนั้นไปจากเกาะกงหลิ่ว
จำต้องลงมือสังหารคู่รักที่จิตมารเข้าแทรกด้วยมือของตนเอง
แม้จะไม่รู้ว่าเรื่องเล่าลือนี้เป็นจริงหรือเท็จ แต่นี่ก็เป็นข้อห้ามใหญ่อันดับหนึ่งของทะเลสาบซูเจี่ยน
แต่หมัวมัววัยชราผู้นี้กลับเชื่ออย่างสุดใจ
……
เฉินผิงอันกลับมาถึงเกาะชิงเสียก็เป็นยามพลบค่ำแล้ว
เขากลืนยาที่ตำหนักวารีเก็บซ่อนไว้เป็นความลับลงไปอีกหนึ่งเม็ด เฉินผิงอันหยิบพู่กันไผ่ม่วงด้ามหนึ่งขึ้นมา เป่าลมใส่หนึ่งครั้งแล้วเริ่มเขียนเรื่องราวที่รับรู้มาจากเกาะจูไชลงไป
การที่เขาสอบถามและขอความรู้เรื่องสถานการณ์ใหญ่ของสองแคว้นจากหลิวจ้งรุ่น ก็เพราะเขาต้องการเห็นเส้นที่สามที่ทะเลสาบซูเจี่ยนแห่งนี้ เรื่องราวที่เกิดขึ้น ห่างไกลจากตอนนี้มากที่สุด แต่มีความเป็นไปได้ว่าจะได้นำมาใช้ในอีกไม่นานนี้
เส้นแรกก่อนหน้านี้ก็คือกู้ช่านและผู้คนที่อยู่รอบกายเขาซึ่งซับซ้อนยากจะเข้าใจมากที่สุด
เส้นที่สองก็คือคู่พ่อลูกที่กลับมาพบกันอีกครั้งในนครอวิ๋นโหลวซึ่งง่ายดายและชัดเจนมากที่สุด
ความเป็นไปเป็นมา
เส้นสายเรื่องราว
นี่คือข้อสรุปที่ใหญ่ที่สุดที่เฉินผิงอันได้รับมาจากการย้อนทบทวนการเดินทางในพื้นที่มงคลดอกบัวของตัวเอง ได้เห็นผู้คนมากมายเรื่องราวหลากหลาย ข้าแค่ต้องพุ่งเข้าไปให้ตรงประเด็น โยนความดีความเลวทั้งหมดทิ้งไปชั่วคราว แค่สืบสาวดูว่าเหตุใดคนผู้นี้ถึงพูดอย่างนี้ ทำเรื่องนี้ มีความคิดเช่นนี้
หากเป็นเช่นนี้ ต่อให้ทุกคนล้วนเป็นเหมือนกระบี่ชือซินเล่มนั้น
ก็ล้วนสามารถถูกข้านำมาใช้ได้
แต่ท่ามกลางขั้นตอนอันยาวนานที่เปลืองแรงใจที่สุดนี้ เขาเฉินผิงอันจำเป็นต้องคิดให้มากกว่าเดิมและเดินให้ช้ากว่าในอดีต!
เฉินผิงอันหยุดเขียนชั่วคราว หยิบน้ำเต้าเลี้ยงกระบี่ที่วางไว้ด้านข้างขึ้นมาดื่มเหล้าหนึ่งอึกแล้ววางลง
สีหน้าของเขายิ่งอิดโรย ข้างแก้มซูบตอบ ถึงขั้นที่บนใบหน้าเริ่มมีหนวดขึ้นให้เห็นประปรายแล้ว ทว่าเมื่อเขาจับพู่กันเขียนตัวอักษร ดวงตากลับฉายประกายเจิดจ้า
……
บนยอดเขาของขุนเขาแห่งหนึ่งที่สูงตระหง่านโอฬารมากที่สุดของแผ่นดินกลาง
ผู้เฒ่าลัทธิขงจื๊อท่าทางยากจนคนหนึ่งกำลังนับนิ้วคำนวณพลางลูบหนวดนิ่วหน้า ปากก็บ่นพึมพำไปด้วย “แบบนี้ไม่ค่อยจะดีแล้ว”
องค์เทพเกราะทองร่างกำยำนั่งอยู่ห่างไปไม่ไกล กำลังก้มหน้าลงมองพื้นที่ในอาณาเขตที่กว้างขวางของตน “ในเมื่อสถานการณ์ไม่ดี อีกทั้งเจ้ายังมองไม่เห็นรูปธรรม เหตุใดไม่แอบกลับไปซะล่ะ? ถึงอย่างไรเจ้าก็ชอบทำเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว ไม่มีใครรู้สึกแปลกใจหรอก แถมเจ้าก็หน้าหนา ต่อให้โดนเด็กรุ่นหลังในศาลบุ๋นชี้หน้าด่าก็ยังไม่สนใจ”
ซิ่วไฉเฒ่ามองค้อนใส่ “หุบปาก คุยกับเจ้าก็เหมือนคุยกับตาแก่ตงไห่ผู้นั้นนั่นแหละ สีซอให้ควายฟังแท้ๆ”
องค์เทพเกราะทองไม่ถือสา
หากเปลี่ยนมาเป็นผู้ฝึกตนที่ต่ำกว่าขอบเขตบินทะยานคนใดก็ตามที่กล้ามาสั่งให้องค์เทพ ‘สูงสุด’ แห่งภูเขาสุ้ยซานผู้อยู่เหนือเทพภูเขานับพันนับหมื่นของทวีปแดนเทพแผ่นดินกลางท่านนี้หุบปาก คาดว่าคงถูกผ่าซีกตายไปแล้ว
ส่วนขอบเขตบินทะยาน หนึ่งกระบี่ฟันออกไปจากอาณาเขตของภูเขาสุ้ยซานจะยากตรงไหน
ซิ่วไฉเฒ่าโยนหินกำใหญ่ลงบนพื้น พึมพำว่า “เจ้าคิดว่านักพรตจมูกโคของอารามกวานเต๋าผู้นั้นมอบร่มใบถงคันนั้นให้เปล่าๆ อย่างนั้นหรือ? กาลเวลาสามร้อยปีนั้น ให้ลูกศิษย์คนสุดท้ายของข้าดูโดยไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทนงั้นหรือ? ทุกอย่างล้วนแอบซ่อนจิตมาร แฝงความอันตรายที่ชั่วร้ายเอาไว้ทั้งนั้น”
เทพเกราะทองเอ่ยเย้ยหยัน “ก็ไม่ใช่เพราะเจ้าหาเรื่องใส่ตัวหรือไร”
ซิ่วไฉเฒ่าด่ากราด “นอกจากเจ้าจะมีเรี่ยวแรงไม่กี่จินแล้ว จะไปเข้าใจกะผายลมอะไร”
เทพเกราะทองร้องอ้อหนึ่งที “ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ออกไปจากภูเขาสุ้ยซานซะสิ หย่าเซิ่งส่งให้คนนำความมาบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าให้เจ้าไปพูดคุยกันที่ศาลบุ๋น?”
ซิ่วไฉเฒ่ายักไหล่ พูดอย่างลำพองใจ “หึ ข้าไม่ไปซะอย่าง ข้าจะรอต่ออีกหน่อย เจ้าจะทำอะไรข้าได้?”
องค์เทพเกราะทองชำเลืองตามองซิ่วไฉเฒ่า ลังเลเล็กน้อยก่อนถามว่า “เม็ดกระบี่ก้อนเงินนั่น เจ้ารู้ผลกรรมก่อนหน้านี้ของมันมาตั้งแต่แรกแล้วใช่ไหม?”
ซิ่วไฉเฒ่าเก็บรอยยิ้ม พยักหน้ารับด้วยสีหน้าจริงจัง “เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น”
เทพเกราะทองหัวเราะทันใด “เจ้าช่างใจใหญ่นัก”
ซิ่วไฉเฒ่าหัวเราะหยัน “หากข้าไม่ใจใหญ่ จะรองรับบัณฑิตจอมปลอมมากมายขนาดนั้นที่อยู่ในใต้หล้าไพศาลได้อย่างไร?”
เทพเกราะทองเอ่ยถาม “ในเมื่อฉีจิ้งชุนไม่อยู่แล้ว เจ้าไม่กลัวจริงๆ หรือว่าลูกศิษย์คนสุดท้ายที่ไม่ยอมรับเจ้าเป็นอาจารย์ผู้นั้นจะหลงเดินทางผิด?”
ซิ่วไฉเฒ่าลุกพรวดขึ้นยืน ก้าวเดินยาวๆ มาหยุดตรงหน้าเทพเกราะทองที่นั่งขัดสมาธิ คนหนึ่งนั่งคนหนึ่งยืน เขาจึงใช้นิ้วจิ้มหัวอีกฝ่ายรัวๆ พลางสบถด่าได้อย่างพอดิบพอดี “เจ้าสามารถดูแคลนความรู้และตบะของข้าได้ แต่ห้ามดูหมิ่นสายตาในการรับลูกศิษย์ของข้าเด็ดขาด!”
เทพเกราะทองที่ถูกจิ้มหมวกเกราะทีเดียวสิบกว่าครั้งรวดเอ่ยอย่างเฉยชาว่า “เจ้าลองจิ้มดูอีกครั้งสิ?”
แล้วซิ่วไฉเฒ่าก็จิ้มจริงๆ แต่จากนั้นก็กระโดดผลุงถอยไปด้านหลัง พูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า “เจ้าพูดเองนะ จะโทษข้าไม่ได้”
เทพเกราะทองถอนหายใจ หันหน้ามาเอ่ยขอร้องอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน “ถือว่าข้าขอร้องเจ้าล่ะ เจ้ารีบไสหัวออกไปจากภูเขาสุ้ยซานของข้าสักทีเถอะนะ?”
อยู่ดีๆ ซิ่วไฉเฒ่าก็โมโหอย่างไม่ทราบสาเหตุ “หากขอร้องคนอื่นแล้วได้ผล ข้าจะต้องมาหลบซ่อนอยู่ในบ้านเจ้าไหม? หา? ป่านนี้ข้าคงไปคุกเข่าโขกหัวให้ตาเฒ่า โค้งคำนับให้หลี่เซิ่งนานแล้ว! มันได้ผลไหม?”
เทพเกราะทองหันหน้ากลับมา “โมโหก็อย่ามาพานเอากับข้า”
ซิ่วไฉเฒ่าถูมือหัวเราะคิก “ไม่เอาเจ้าเป็นตัวระบายความโกรธ จะให้ข้าไประบายใส่ตาเฒ่ากับหลี่เซิ่งหรือไง ข้าไม่ได้โง่สักหน่อย”
เทพร่างทองอดทนมานานจนเกินจะทนแล้ว จึงลุกขึ้นยืนช้าๆ ในมือมีกระบี่ยักษ์เล่มหนึ่งโผล่มา คิดไม่ถึงว่าซิ่วไฉเฒ่าจะล้มตัวลงนอนกับพื้น “โอ้ย เรื่องการอนุมานคิดคำนวณนี่ช่างเปลืองแรงใจซะจริง เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว ข้าของีบสักแปบ ถ้าข้ากรน เจ้าก็ทนเอาหน่อยแล้วกัน”
เทพร่างทองสูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้ง นั่งกลับลงไปที่เดิม เงียบไปนาน ก่อนจะถามว่า “จะปล่อยให้ผู้อำนวยการใหญ่ท่านนั้นกินลมเย็นอยู่นอกประตูใหญ่ภูเขาสุ้ยซานจริงๆ หรือ?”
ซิ่วไฉเฒ่าหันหลังให้องค์เทพใหญ่แห่งขุนเขาท่านนี้ นอนกรนครอกๆ ทว่าสองมือกลับทำมุทราไม่หยุด ไม่ลืมตอบเจ้าร่างยักษ์ผู้นั้นด้วยว่า “ข้าหลับไปแล้ว ดังนั้นคำถามที่เจ้าถามข้า ข้าไม่ตอบก็ถือว่ามีเหตุผลให้อภัยได้”
……
ทะเลเมฆกว้างใหญ่ไพศาลสุดลูกหูลูกตา
นี่อาจจะเป็นความกว้างไกลยิ่งใหญ่ที่เหนือยิ่งกว่าม่านฟ้าใดๆ ของใต้หล้าไพศาล หรืออาจถึงขั้นหนือกว่าใต้หล้าทั้งสี่แห่งด้วยซ้ำ
สตรีร่างสูงใหญ่คนหนึ่ง ในมือถือร่มกระดาษน้ำมันใบถง ฝ่ามืออีกข้างหนึ่งค้ำกระบี่ปักตรึงอยู่บนสะพานสีทอง
ราวสะพานยาวสีทองที่กระบี่ยาวปักอยู่นั้นมีแสงสว่างพร่างพราวดุจแสงดวงตะวันสาดส่องออกมาตั้งแต่ตรงปลายกระบี่
ราวกับว่ากำลังขัดเกลาความคมของกระบี่อยู่ตลอดเวลา
ไม่ใช่ว่านางเดินออกไปไม่ได้
เพียงแต่ว่าเมื่อหลายปีก่อน คนคนหนึ่งที่ใกล้จะตายได้มายืนอยู่บนสะพานโค้งสีทองแห่งนี้ พูดความในใจให้นางฟัง
‘หินลับกระบี่ที่ดีที่สุดในโลก ไม่ใช่แท่นสังหารมังกร’
‘สำหรับคนที่สมบูรณ์แบบ หินลับกระบี่ที่ดีที่สุดในโลกก็คือความคิดชั่วร้ายมากมายในส่วนที่บริสุทธิ์ที่สุดของใจคน ในทางกลับกันก็ยังคงเป็นเช่นนี้ ล้วนสามารถขัดเกลาออกมาเป็นจิตแห่งกระบี่ที่บริสุทธิ์ที่สุดได้ ผู้ฝึกกระบี่นับพันนับหมื่นที่กำแพงเมืองปราณกระบี่ มีทั้งคนดีและเลว ทว่าปราณกระบี่ก็ยังคงทะยานไกลเปี่ยมอำนาจ นี่ก็คือหลักฐานที่พิสูจน์ให้เห็นอย่างแน่ชัด’
‘ก่อนที่เฉินผิงอันจะเติบใหญ่ อย่างมากที่สุดเลยคือเจ้าจะออกกระบี่ได้แค่ครั้งเดียว กะน้ำหนักให้พอดี อีกทั้งข้าก็หวังว่าการออกกระบี่ครั้งนี้ยิ่งช้าเท่าไหร่ก็ยิ่งดี ให้ดีที่สุดคือหลังจากสร้างโอสถ ก่อนเป็นหยกดิบ หากช้าไปกว่านั้นจะไม่มีผลอะไรแล้ว’
‘หากมีครั้งที่สองก็จะไม่ใช่ผู้อำนวยการใหญ่ของสถานศึกษาใดหรือรองเจ้าลัทธิศาลบุ๋น หรือหย่าเซิ่งที่ย้อนกลับสู่ใต้หล้าไพศาลอีกครั้งแล้ว’
ปีนั้นบุรุษลัทธิขงจื๊อที่จอนผมสองข้างเป็นสีดอกเลาชี้ไปยังท้องฟ้า ‘กฎเกณฑ์ของหลี่เซิ่งใหญ่ที่สุดและมั่นคงที่สุด หากเขาเผยตัว…’
‘กลัวหรือไม่กลัว คุ้มค่าหรือไม่คุ้มค่า สองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน ดังนั้นจึงขอผู้อาวุโสโปรดคิดให้มาก คิดแล้วคิดอีก’
หลังจากเอ่ยประโยคเหล่านี้แล้วยังมีประโยคอีกบางส่วน
ซึ่งประโยคหนึ่งในนั้นทำให้นางหวั่นไหวมากที่สุด
‘ตอนนั้นผู้อาวุโสเลือกเฉินผิงอันที่ไม่ได้รู้สึกเกลียดและไม่ได้รู้สึกดีด้วยให้เป็นเจ้านายคนใหม่ แน่นอนว่าเหตุผลเพียงแค่เพราะข้าฉีจิ้งชุนพูดเกลี้ยกล่อมให้ผู้อาวุโสลงเดิมพันหนึ่งในหมื่นส่วนนั้น แต่ผู้อาวุโสไม่อยากยืนยันให้แน่ใจด้วยตัวเองจริงๆ หรือว่า เฉินผิงอันมีค่าพอให้ผู้อาวุโสฝากความหวังทั้งหมดไว้หรือไม่ หลังจากนี้ต่อให้ผ่านไปร้อยปีพันปี หรือผ่านไปอีกหมื่นปี ท่านจะไม่มีทางผิดหวังจริงหรือไม่?!’
และอีกสองประโยคหลังก็ทำให้นางทั้งหวั่นไหว และประทับใจ
‘ตอนนั้นผู้อาวุโสคงไม่ได้คิดเรื่องพวกนี้สักเท่าไหร่ แต่ผู้อาวุโสจำเป็นต้องรู้ไว้ว่า ส่วนลึกในหัวใจของเฉินผิงอัน เขาหวังยิ่งกว่าใครๆ ว่าจะพิสูจน์ให้เห็นว่าตัวเองไม่เคยทำให้ข้าฉีจิ้งชุน ทำให้ท่านผิดหวัง’
‘ต่อให้ถึงเวลานั้นเฉินผิงอันจะผิดหวังกับตัวเองแล้วก็ตาม’
คิดมาถึงตรงนี้
สตรีร่างสูงใหญ่ก็เพิ่มแรงกดลงบนกระบี่ยาวเบาๆ ทว่าปลายกระบี่รวมถึงตัวกระบี่แถบใหญ่ล้วนผลุบหายปักตรึงลงไปกลางราวสะพานโค้งสีทอง