บุบผาร้อยเสน่ห์ - ตอนที่ 896
บทที่ 896 ไม่ให้
สั่งให้ทหารภายในคุกหลวงทั้งหมดออกไป ซ่านจินจื๋อทำเป็นไม่รู้ว่าที่นี่ยังมีกำแพงโปร่งซ่อนอยู่ ก้มตัวลงอย่างระมัดระวัง จ้องมองตากู้อ้าวเวย “เช่ออี้จื่อถูกขโมยไปแล้ว”
สีหน้ากู้อ้าวเวยตกตะลึง แล้วก็เอนพิงผนังก้มหน้าหัวเราะ พูดด้วยแววตาเยือกเย็นว่า “เห็นทีว่ามีคนต้องการทำร้ายข้าอยู่เบื้องหลัง เช่ออี้จื่อนี้ทั้งๆที่มีคนมากมายใช้ไม่ค่อยเป็น ถึงแม้ราคาจะแพงมาก แต่อยู่ในจวนอ๋องจิ้ง สิ่งของนี้ไม่นับว่ามีค่าอะไรเลย”
“ทำไมเจ้าถึงมาอยู่ที่ด่านลั่วสุ่ย?” ซ่านจินจื๋อทำได้เพียงถามต่อ
“ตอนที่ข้าตื่นขึ้นมาก็อยู่ที่ด่านลั่วสุ่ยแล้ว” กู้อ้าวเวยก็นวดขมับอย่างปวดหัว สุดท้ายก็มองดูรอบๆ และก็ไม่ได้เล่าเรื่องอะไรให้ฟัง แต่สีหน้าบึ้งตึง ดึงสายเชือกสีแดงลงมาแล้ววางกลับไปในมือของซ่านจินจื๋อ และยังกระซิบบอกกับเขาว่า “สิ่งนี้มอบให้เจ้าดูแลรักษา เลือดมังกรอยู่ด้านในไม้สลัก”
ซ่านจินจื๋อกำสายเชือกสีแดงไว้แน่น แล้วก็ยิ่งรู้สึกว่ากู้อ้าวเวยตรงหน้ายิ่งเหมือนตัวจริง
ค่ายกลบนสายเชือกสีแดงแทบไม่มีใครรู้ แม้แต่ชิงจือก็รู้เพียงว่าเปิดปิดยังไง ยิ่งไม่มีใครรู้ว่าเลือดมังกรซ่อนอยู่ในนี้
ในขณะที่เขากำลังอึ้งอยู่ กู้อ้าวเวยก็ได้พักไหล่เขาเบาๆ “ระวังตัวหน่อย เรื่องนี้ไม่ได้ง่ายอย่างที่เจ้าคิดแบบนั้น”
กู้อ้าวเวยถึงขั้นส่งสายตาบ่งบอกเขาว่าไม่ต้องอยู่ที่นี่นาน
ซ่านจินจื๋อพยักหัวอย่างเข้าใจ แต่ก็ไม่ได้จากไป แต่ดึงนางขึ้นมาจากบนพื้น เรียกคนด้านนอกมาปลดโซ่เหล็กที่ล่ามขาของนางไว้ ให้เฉิงซานแบกนาง “ไปห้องด้านข้าง”
“ท่านอ๋องจิ้ง นักโทษในคุกหลวงจะพาตัวไปง่ายๆไม่ได้” ทหารอารักขารีบพูดขึ้น
“ข้าข้าต้องการไปสอบสวนนางที่ห้องด้านข้าง” ซ่านจินจื๋อยกมือบ่งบอกให้เฉิงซานพาตัวนางไป สีหน้าทหารอารักขามองดูซ่านจินจื๋ออย่างสับสน สุดท้ายก็ยังคงยินยอม แต่มีข้อแม้ให้เวลาเพียงหนึ่งธูป
และห้องลับนี้เป็นเพียงห้องที่ปกติใช้ไต่สวนนักโทษ หากใช้เวลานานก็เป็นการปล่อยให้นักโทษได้รอค่อยอย่างสงบ จนกว่าพวกเขาจะถูกบีบบังคับภายใต้ความมืดมน จนแทบเป็นบ้าแล้วค่อยปล่อยตัวออกมา จึงลึกลับอย่างที่สุด และก็ไม่มีแสงสว่างเลยสักนิด
ซ่านจินจื๋อขังตัวเองกับกู้อ้าวเวยไว้ในห้อง แล้วถามขึ้นว่า “ตอนนั้นหลังจากที่เจ้าพาซูพ่านเอ๋อไปจากเมืองเทียนเหยียน ล้วนไปทำอะไรมาบ้าง?”
กู้อ้าวเวยคว้าจับแขนซ่านจินจื๋อไว้ภายใต้ความมืดมน คิดอยู่สักพักแล้วก็ค่อยๆเดินมา
“ข้าจำได้ว่าตอนนั้นข้าจัดการกับกู้เฉิงแล้ว ต่อมาได้ให้จื่อกับผิงชวนพากลับไปให้ฉันแม่จัดการ เดิมข้ากับซูพ่านเอ๋อรออยู่ที่เดิม ต่อมามีคนลอบทำร้าย หลังจากนั้นข้าก็จำอะไรไม่ได้แล้ว เมื่อข้าฟื้นขึ้นมา ตัวเองก็มาอยู่ในสถานที่ที่ไม่รู้จักนี้แล้ว ข้าใช้เวลาตั้งนานกว่าจะหนีออกมา ต่อมาก็มีข่าวในเมืองเทียนเหยียนที่น่าแปลกมาก เพื่อไม่เสี่ยงอันตรายข้าจึงมุ่งหน้าไปด่านลั่วสุ่ย แล้วก็ได้ยินว่าที่นั่นมีคนตายแล้วอย่างมากมาย เมื่อคิดอยากที่จะสืบให้รู้ความจริง กลับพบว่าเมี่ยวหารกับซูพ่านเอ๋อก็กำลังสืบเรื่องนี้อยู่….” กู้อ้าวเวยพูดอย่างรวดเร็ว เมื่อพูดถึงตรงนี้ก็หยุดไปสักพัก
ซ่านจินจื๋อสีหน้าบึ้งตึง ซูพ่านเอ๋อกับเมี่ยวหารไปอยู่ที่ด่านลั่วสุ่ยได้ยังไง?
“เจ้าเป็นคนทิ้งซูพ่านเอ๋อไม่ใช่หรือ?” ซ่านจินจื๋อถาม
“เป็นไปได้ยังไง ข้ายังรอให้นางเห็นเมี่ยวหารตายที่ด่านลั่วสุ่ยต่อหน้าต่อตา” กู้อ้าวเวยร้องพูดขึ้นมายังไม่เข้าใจ แม้แต่นิ้วมือที่จับชายเสื้อของเขาไว้ก็ออกแรงมากยิ่งขึ้น แฝงไปด้วยความไม่เข้าใจ “เจ้าคือซ่านจินจื๋อจริงๆหรือ?”
คิดไม่ถึงว่าตัวเองก็ถูกสงสัย ซ่านจินจื๋อพูดกับนางอย่างปวดหัวอย่างมากว่า “ไม่มีใครกล้าปลอมตัวเป็นข้า”
“เจ้าอย่าหลงตัวเองให้มากไป” มุมปากกู้อ้าวเวยอมยิ้มเย้ย แล้วก็พูดต่อว่า “ถึงแม้จะไม่รู้ว่าทำไมเจ้าถึงสงสัยในตัวข้า แต่ขอเพียงเจ้าไปหาคนพิสูจน์คำพูดของข้า ทุกอย่างก็จะกระจ่างเอง”
พูดอยู่เช่นนี้ แล้วกู้อ้าวเวยก็เอาข้อมือของตัวเองวางในฝ่ามือของซ่านจินจื๋อ “อีกอย่าง เส้นเอ็นพิษของถุงน้ำดีหงส์ไม่สามารถหลอกลวงคนได้”
แววตาซ่านจินจื๋อหรี่ลง เขาคว้าจับฝ่ามืออันยากเย็นของนาง “เจ้ายังต้องอยู่ในคุกหลวงนี้อีกสักระยะหนึ่ง”
“อืม ข้าไม่เป็นไรแล้ว” มืออีกข้างหนึ่งของกู้อ้าวเวยลูบอยู่บนใบหน้าของซ่านจินจื๋อ
ออกมาจากห้องลับแล้ว ซ่านจินจื๋อส่งกู้อ้าวเวยกลับไปยังในห้องขังด้วยตัวเอง หลังจากนั้นนั้นก็ไม่ลืมที่จะสั่งว่าให้ดูแลนางให้ดี และไม่ต้องใช้พวกโซ่เหล็กอะไรพวกนั้นล่ามเอง เฉิงซานขมวดคิ้วมองดูสีหน้าเรียบเฉยของกู้อ้าวเวยที่อยู่ในคุก แล้วก้าวเข้าไปพูดขึ้นว่า “นางอาจจะไม่ใช่ตัวจริง”
“แต่ข้าจะเสี่ยงไม่ได้” คำพูดทุกคำของซ่านจินจื๋อจริงจังมาก พวกทหารทั้งหมดต่างก็ได้ยินชัดเจน ไม่มีใครกล้าหละหลวมในหน้าที่เลย
หลังจากที่ออกมาจากคุกหลวง เดิมเขายังคิดที่จะให้ฉีหรัวไปถามกุ่ยเม่ยเรื่องที่เกี่ยวกับยู่ชีง
แต่หวางกงกงได้ยืนรออยู่ตรงหน้าประตูคุกหลวง มองดูเขาด้วยรอยยิ้มหวาน “ท่านอ๋องจิ้ง ฮ่องเต้ขอให้ท่านไปเข้าเฝ้าที่ห้องพระอักษร”
ซ่านจินจื๋อยื่นมือด้วยสีหน้าบึ้งตึง บ่งบอกให้เขานำทางไป
ตลอดทางที่เดินมายังห้องพระอักษร ในใจซ่านจินจื๋อกำลังครุ่นคิดอยู่อย่างหนัก กู้อ้าวเวยคนนี้รู้เรื่องต่างๆมากกว่ายู่ชีงเสียอีก และดวงตาคู่นั้นก็ไม่มีพิรุธอะไร ในกายมีพิษถุงน้ำดีหงส์หรือไม่ยังต้องให้คนไปตรวจดู แล้วก็มาถึงห้องพระอักษรด้วยจิตใจที่ว้าวุ่นเช่นนี้ ซ่านต้วนโฉงสวมเพียงชุดบางตัวหนึ่งแล้วคลุมด้วยเสื้อคลุม ตั้งอยู่บนเก้าอี้ด้วยแววตาโศกเศร้า ดูแล้วก็เหมือนคนที่กำลังป่วยอยู่ในระยะสุดท้าย
ซ่านจินจื๋อทำความเคารพแล้วก็อึ้งเล็กน้อย กลับได้ยินซ่านต้วนโฉงพูดขึ้นด้วยเสียงเบาว่า “ยู่ชีงผู้หญิงที่มีหน้าตาคล้ายกู้อ้าวเวยคนนั้น ถูกลักพาตัวในเมืองเทียนซิงเมื่อหลายวันก่อน จินจื๋อ เจ้าไม่รู้สึกว่าระหว่างนี้เป็นช่วงเวลาที่บังเอิญเกินไปไหม?”
“ยู่ชีงถูกลักพาตัวไป?” ซ่านจินจื๋อขมวดคิ้วขึ้น ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่เข้าใจ
ซ่านต้วนโฉงไออยู่หลายที หวางกงกงคนนั้นหยิบจดหมายบนโต๊ะขึ้นมาอย่างระวังแล้วยื่นให้ซ่านจินจื๋อ อักษรข้างในเป็นลายมือของซ่านเชียนหยวน ในข้อความได้เขียนเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนั้นอย่างชัดเจน รวมถึงเรื่องที่มีคนพายู่ชีงหายสาบสูญไปในสายน้ำ
ในใจตกตะลึง แต่สีหน้าซ่านจินจื๋อยังคงเป็นปกติ “เห็นทียู่ชีงมีความเป็นไปได้สูงว่าเป็นผู้หญิงที่เย่นเจียงตั้งใจส่งมา ตอนนี้เห็นว่าตัวจริงปรากฏตัวแล้ว ตัวปลอมก็จะไม่มีที่ยืน จึงสร้างเรื่องขึ้นมา เพื่อให้ได้ผลประโยชน์ที่มากกว่าเดิม”
ซ่านต้วนโฉงรับถ้วยยามา แล้วยิ้มพยักหัว “ท่านน้องมองเห็นสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี มีความเป็นไปได้เช่นนั้นจริงๆ”
“แต่เสด็จพี่ ทำไมท่านถึงได้ส่งตัวกู้อ้าวเวยไปยังคุกหลวง? ก่อนหน้านี้บอกว่าจะให้ข้าเป็นคนจัดการไม่ใช่หรือ?” ซ่านจินจื๋อนำจดหมายนั่นวางลงบนโต๊ะ สีหน้าเยือกเย็น “กู้อ้าวเวยคนนี้ไม่พูดถึงเหตุผลที่จากไปเลย”
“เจ้ารู้หรือไม่ว่า ขุนนางที่ด่านลั่วสุ่ยจับตัวนางมาได้ยังไง?” ซ่านต้วนโฉงเงยหน้า พูดขึ้นอย่างไม่พอใจ “หากไม่พบว่านางมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของคนเป็นจำนวนมากที่ด่านลั่วสุ่ย เกรงว่าคงไม่มีใครได้พบเจอนาง”
นางมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของคนที่ด่านลั่วสุ่ย?
ซ่านจินจื๋อขมวดคิ้ว “กู้อ้าวเวยไม่มีทางฆ่าคน”
“บางทีพิธีการมีชีวิตที่เป็นอมตะอาจมีความจำเป็นต้องฆ่าคน” ซ่านต้วนโฉง ฉายแววเฉียบคม แล้วก็วางถ้วยยาที่ดื่มจนหมดแล้ววางบนโต๊ะ “ก่อนที่ยังไม่สามารถพิสูจน์เรื่องนี้ ข้าจะมอบนางให้เจ้าไปจัดการเองไม่ได้”