พลิกชีวิต ผมเป็นคนรวยแล้ว / แมงดา? ผมเป็นสายเปย์ต่างหาก - บทที่555 ยั่วคนที่ไม่ควรยั่ว
- Home
- พลิกชีวิต ผมเป็นคนรวยแล้ว / แมงดา? ผมเป็นสายเปย์ต่างหาก
- บทที่555 ยั่วคนที่ไม่ควรยั่ว
บทที่555 ยั่วคนที่ไม่ควรยั่ว
ณ คฤหาสน์ตระกูลพงศ์ธนธดา
ชลาธิปยังคงภาคภูมิใจกับท่าทีของอารียาที่มีต่อรพีพงษ์ เขาไม่คาดคิดว่าอารียาไม่เพียงนึกเรื่องเกี่ยวกับรพีพงษ์ไม่ออกเท่านั้น ทั้งยังเกลียดรพีพงษ์แล้วด้วย นี่มันเหนือความคาดหมายของเขาแล้ว
ไม่ว่าจะยังไง เพียงแค่อารียาไม่ไปกับรพีพงษ์ งั้นเขาก็ไม่มีเรื่องอะไรต้องเป็นกังวลอีก แล้วเขาก็คิดว่ารพีพงษ์ไม่มีสิทธิ์มาต่อกลอนกับตระกูลพงศ์ธนธดา
“ก่อนหน้านี้ไอ้นั่นพูดว่าจะทำให้ตระกูลพงษ์ธนธดาหายไปจากโลกนี้อย่างคุยโวโอ้อวด ตอนนี้คิดๆชั่งน่าขำจริงๆ แล้วยังบอกมีแสนล้าน ไปเอาความกล้าจากไหนมา” ชลาธิปพึมพำกับตัวเอง
เขาก้มหน้ามองบุ๊คกิ้งบนโต๊ะของตน ด้วยรอยยิ้ม มีหลายบุ๊คกิ้งที่เป็นบุ๊คกิ้งใหญ่ที่ตระกูลพงศ์ธนธดาได้มาก่อนหน้านี้ เพียงแค่ได้กำไรจากบุ๊คกิ้งเหล่านี้ ก็มีกว่าเงินในบัตรของรพีพงษ์แล้ว
“ปัจจุบันตระกูลพงศ์ธนธดาพัฒนาอย่างเร็ว ถึงเวลานั้นถ้าได้รับความช่วยเหลือจากตระกูลธาดาวรวงศ์ ความหวังที่จะเป็นตระกูลชั้นนำของโลกก็ยิ่งมากขึ้น ไอ้นั่นที่ชื่อรพีพงษ์ จะรู้ว่าตระกูลชั้นนำของโลกเป็นอย่างไรได้ไงกัน รอให้ถึงเวลานั้น ค่อยหาวิธีจัดการล่ะกัน”
ชลาธิปคิดถึงแผนการเจริญก้าวหน้าของตระกูลพงศ์ธนธดาอย่างครึกครื้น ไม่นาน ก็ขมวดคิ้วขึ้นมา เพราะเขารับรู้ได้ ถ้ารพีพงษ์ยังอยู่หลังจากที่คุณชายของตระกูลธาดาวรวงศ์กลับมา แล้วหาเรื่อง ตระกูลธาดาวรวงศ์จะต้องสืบเรื่องนี้ ถึงเวลานั้น เรื่องที่อารียาตั้งครรภ์ เกรงว่าจะปิดบังต่อไปไม่ได้
แบบนั้น การแต่งงานกับตระกูลธาดาวรวงศ์ ก็ต้องจบลง
“ดูๆแล้วต้องหาวิธีกำจัดรพีพงษ์ไปซะ ความสามารถของเด็กนั่นมันเยอะ ให้ยอดฝีมือของตระกูลพงศ์ธนธดาฆ่ามัน ถึงแม้อาจจะสำเร็จ แต่ถ้ามันหนีไปได้ นั่นก็จะเป็นปัญหาใหญ่มาก”
“เรื่องของไอ้เด็กนี่ เชิญยอดฝีมือเทพแห่งสงคราม ไม่ค่อยคุ้มค่าเท่าไหร่ ไม่งั้นอีกสองสามวันไปเทือกเขากิสนา ให้อันดับเทพเจ้าแห่งสงครามจัดการเรื่องนี้?”
ในขณะที่ชลาธิปกำลังคิดว่าจะกำจัดรพีพงษ์อย่างไรดีนั้น เสียงเคาะประตูดังขึ้น
“เข้ามา” ชลาธิปรู้สึกตัว แล้วกล่าว
ผู้ชายวัยกลางคนใส่แว่นตาเดินเข้ามา ด้วยความวิตกกังวล
“คุณชาย ไม่ได้การแล้ว เมื่อกี๊บริษัทโทรเข้ามา บอกว่าบุ๊คกิ้งช่วงนี้ที่พวกเราได้คุยไว้นั้นเกิดปัญหาขึ้นมาแล้ว ผู้ซื้อมีความคิดที่ต้องการจะยกเลิกการสั่งซื้อ” ชายวัยกลางคนกล่าว
ชลาธิปยืนจากที่นั่งทันใด มองไปที่ชายวัยกลางคนนั้น แล้วกล่าว “อะไรนะ! อยากยกเลิกบุ๊คกิ้ง? ใครอยากยกเลิก?”
“ทั้ง……ทั้งหมด” ชายวัยกลางคนกล่าวอย่างกล้าๆกลัวๆ
ชลาธิปสีหน้าซีดเซียว แล้วถาม “ทำไม? ทำไมถึงได้ยกเลิกกะทันหัน บุ๊คกิ้งเหล่านี้พวกเราเพิ่งจะคุยสำเร็จเอง ยังไม่เริ่มการผลิตเลย เกิดปัญหาขึ้นตรงไหน?”
ชายวัยกลางคนก้มหน้า กล่าว “ประเด็นไหนผมไม่รู้ ผู้ซื้อทั้งหลายได้ปรึกษากันแล้ว ตัดสินใจพบคุณท่านพร้อมกัน พูดถึงปัญหาที่เกิดขึ้น”
ชลาธิปขมวดคิ้ว อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
บุ๊คกิ้งเหล่านี้ของผู้ซื้อ แม้กำลังจะไม่เท่าตระกูลพงศ์ธนธดา แต่ก็ห่างจากตระกูลพงศ์ธนธดาเพียงเล็กน้อย ถ้ามีเพียงแค่บริษัทเดียวที่ไม่เอา ชลาธิปก็ไม่มีทางกังวลแต่เมื่อหลายๆบริษัทรวมกัน เมื่อร่วมกันแล้วกำลังจะมากกว่าตระกูลพงศ์ธนธดาอย่างน่ากลัว ดังนั้นเมื่อหลายๆบริษัทพร้อมใจกันยกเลิก จึงทำให้เขาเกิดความไม่สงบขึ้นมา
“พวกเขาอยากเจอฉันเมื่อไหร่?” ชลาธิปถาม
“คืนนี้ ที่โรงแรมซีไซด์” ชายวัยกลางคนกล่าว
ชลาธิปพยักหน้า แล้วกล่าว “ฉันรู้แล้ว ถึงเวลามาเรียกฉันด้วย ฉันเตรียมตัวก่อน บริษัทพวกนี้แตะต้องไม่ได้ คืนนี้ต้องรักษาพวกเขาเอาไว้ มิเช่นนั้นพวกเราจะเสียหายอย่างใหญ่หลวง”
ชายกลางคนพยักหน้า จากนั้นก็เดินออกจากห้องไป
ชลาธิปกำหมัดแน่น ทุบโต๊ะอย่างรุนแรง แล้วด่า “ต้องเป็นไอ้ระยำรพีพงษ์นำความโชคร้ายมาให้ฉันแน่ๆ ต้องรีบเก็บมันซะ มิเช่นนั้นไม่รู้ว่ามันจะนำความเดือดร้อนอะไรมาให้อีก”
พลบค่ำ
โรงแรมซีไซด์
รถโรลส์-รอยซ์ แฟนท่อมของชลาธิปจอดอยู่หน้าร้านอาหาร ชลาธิปลงมาจากรถ ด้วยความเศร้า
พนักงานสองคนเดินมา ต้อนรับชลาธิปอย่างมีมารยาท บอกเขาว่าคนที่รอพบเขาอยู่นั้นอยู่ที่ใด แล้วพาเขาเข้าไปในโรงแรมซีไซด์
โรงแรมซีไซด์เป็นร้านอาหารขึ้นชื่อของเมืองเซี่ยงไฮ้ เมนูหลักของที่นี่คือซีฟู้ด อาหารที่ทำออกมาสดใหม่อย่างมาก มีชื่อเสียงไม่น้อยในเมืองเซี่ยงไฮ้
ชลาธิปเป็นลูกค้าประจำของโรงแรมซีไซด์ พนักงานส่วนใหญ่ของที่นี่รู้จักเขา แต่ครั้งนี้ที่ชลาธิปมา เขากินอะไรไม่ลง
ถ้าบุ๊คกิ้งเหล่านั้นถูกยกเลิกจริงๆ เกรงว่าเขาจะกินอะไรไม่ลงไปตลอดหนึ่งเดือน
ตามพนักงานเข้ามาในร้านอาหาร ชลาธิปเดินเข้ามาข้างในอย่างคุ้นเคย ผู้รับผิดชอบฝั่งผู้ซื้อหลายคนรอเขาอยู่ในห้องรับรอง
ตอนที่เดินถึงประตูบันไดนั่น ชลาธิปเห็นร่างอันคุ้นเคย ตอนที่เห็นร่างนั้น ชลาธิปก็หยุดลง ด้วยความโกรธแค้น
ร่างนั้นก็เห็นชลาธิปแล้วเช่นกัน เดินไปทางนั้นด้วยรอยยิ้ม
“ชั่งบังเอิญจริงๆ นายใหญ่ตระกูลพงศ์ธนธดา คุณมาทานข้าวที่นี่เหมือนกันหรอ?” คนที่พูดกับชลาธิปไม่ใช่คนอื่น ชลาธิปมองรพีพงษ์เป็นหนามยอกเอาหนามบ่งไปแล้ว
“แกอยู่ที่นี่ได้ไง?”ชลาธิปกล่าวอย่างหน้านิ่ง
แวบแรกที่เขาเห็นรพีพงษ์ ได้สงสัยว่ารพีพงษ์ได้รู้เรื่องหลายบุ๊คกิ้งที่โดนยกเลิกไปแล้ว ดังนั้นจึงตั้งใจมาวุ่นวายที่นี่
ถ้าเป็นแบบนี้จริงๆล่ะก็ เขาต้องคิดหาวิธีทำไงก็ได้ไม่มห้รพีพงษ์วุ่นวาย เขาก็ปวดหัวกับเรื่องที่ผู้ซื้อยกเลิกมากพอแล้ว ถ้ารพีพงษ์มาวุ่นวาย เกรงว่าเขาจะระเบิดออกมา
“ผมมาทานข้าวที่นี่สิ แล้วก็พูดคุยธุรกิจ ทำไมหรอ หรือนายใหญ่ของตระกูลพงศ์ธนธดาก็มาคุยธุรกิจหรอ?” รพีพงศ์ถามพลางยิ้ม
“เหอะ อย่ามาเสแสร้ง แกเพิ่งจะมาเมืองเซี่ยงไฮ้ไม่นาน จะมีธุรกิจเร็วขนาดนี้ได้ไงกัน ฉันว่าแกตั้งใจตามฉันมากกว่า เพื่อจะมาสร้างความวุ่นวายให้ฉัน” ชลาธิปกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
“นายใหญ่ตระกูลพงศ์ธนธดาปรักปรำคนมากเกินไปแล้ว วันนี้ผมมาคุยธุรกิจจริงๆ คุณอย่าปรักปรำคนมั่วๆสิ” รพีพงษ์ยิ้มพลางกล่าว
ชลาธิปลักตาไปที่รพีพงษ์ แล้วกล่าว “รพีพงษ์ ฉันขอให้แกหยุดเล่นเกมส์แบบนี้ได้แล้ว วันนี้ฉันคุยธุรกิจ สำคัญมาก เกี่ยวพันกับผลประโยชน์หลายๆฝ่าย ถ้าแกกล้าวุ่นวายล่ะก็ คนที่จะเล่นงานแก ไม่ได้มีแค่ตระกูลพงศ์ธนธดาแน่นอน”
“ผมไม่เข้าใจว่าคุณกำลังพูดถึงอะไร ชั่งเถอะ ผมจะไปเข้าห้องน้ำ คุณคุยธุรกิจไปแล้วกัน ขอให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี” รพีพงษ์พูดกับชลาธิป จากนั้นก็เดินเข้าห้องน้ำไป
ชลาธิปพึมพำ ไม่เข้าใจรพีพงษ์
หรือไอ้นี่ มาคุยธุรกิจจริงๆ?
ไม่ว่ารพีพงษ์จะมาที่นี่ทำไม เพียงแค่ไม่วุ่นวายเขา เขาก็ไม่กังวลอะไรแล้ว
ในฐานะที่เป็นนายใหญ่ของตระกูลพงศ์ธนธดา เขาก็มีกลอุบายอยู่บ้าง เขามีความมั่นใจในการพูดกับคนที่จะยกเลิกบุ๊คกิ้งพวกนั้น
ไม่คิดมาก ชลาธิปเดินขึ้นชั้นบนไป ถึงห้องรับรองที่นัดกันไว้
เปิดประตู ด้านในมีชายลักษณะแตกต่างกันห้าคน ห้าคนนี้เป็นผู้รับผิดชอบของทั้งห้าบริษัทที่ได้จองบุ๊คกิ้งไว้กับตระกูลพงศ์ธนธดา ถือว่าเป็นบุคคลแนวหน้าของเมืองเซี่ยงไฮ้
เห็นชลาธิปเข้ามา ทั้งห้าก็เริ่มกล่าวคำทักทาย ชลาธิปก็ยิ้มทักตอบ วันนี้เขามาเพื่อพูดโน้มน้าวพวกเขาทั้งห้า แน่นอนว่าต้องดีหน่อย
“ท่านทั้งห้า พวกเราได้มานั่งร่วมโต๊ะกัน ถือว่ามีบุญวาสนา ผมมีเหล้าดีๆมาหลายขวด ทุกท่านไม่ต้องเกรงใจ ผมเลี้ยงเอง วันนี้ไม่เมาไม่กลับ” ชลาธิปยิ้มพลางกล่าว
ทั้งห้าได้ยินคำพูดนี้ของชลาธิป ก็เงียบสงัด ทำเอาชลาธิปทำอะไรไม่ถูก
เห็นบรรยากาศไม่ค่อยเป็นใจ ชลาธิปก็ไม่พิธีรีตรอง พูดตรงๆว่า “ท่านทั้งห้า วันนี้ที่พวกท่านเรียกผมมา ผมรู้เรื่องมาบ้างแล้ว ในเมื่อเป็นแบบนี้ ผมก็จะไม่พูดพร่ำทำเพลงอีก ได้ยินมาว่าพวกคุณคิดว่าบุ๊คกิ้งของพวกเราตระกูลพงศ์ธนธดามีปัญหา ไม่ทราบว่าปัญหานี้ เกิดตรงจุดไหน ให้ผมได้ทำความเข้าใจกับมันหน่อย”
ทั้งห้าคนสบตากัน จากนั้นคนที่นั่งตรงกลางยิ้ม แล้วกล่าวต่อชลาธิปว่า “นายใหญ่ตระกูลพงศ์ธนธดา ความจริงปัญหานี้ง่ายนิดเดียว พวกเราก็ไม่ได้อยากหาเรื่องตระกูลพงศ์ธนธดาแต่อย่างใด เพียงแต่……”
“เพียงแต่อะไร?” ชลาธิปเอี้ยวหูฟัง
“เพียงแต่นายใหญ่ตระกูลพงศ์ธนธดายั่วโมโหคนที่ไม่ควรยั่ว นี่สิปัญหาใหญ่จริงๆ”