ลำนำยอดหญิงจอมพิษ - บทที่ 178 ผู้มิเคารพหนิงจวิ้นจู่ ฆ่าไม่เว้น
กู้ชิวเหลิ่งนั่งอยู่ในห้อง บอกกับจีเฟิงว่า “เจ้าไปพักผ่อนห้องข้างๆเถิด”
“ข้าน้อยขอตัว”
กู้ชิวเหลิ่งกำป้ายหยกไว้ในมือ ไม่นานน่าจะมีคนมาพบนาง ทางเข้าวังอยู่ใกล้แค่เอื้อม ไม่นานนางจะได้พบมู่หรงอี๋แล้ว
นั่นไง ไม่นานทหารรักษาเมืองหลวงพยักหน้าโค้งคำนับ และพาขุนนางอ้วนพุงพลุ้ยเข้ามาคนหนึ่ง
กู้ชิวเหลิ่งขมวดคิ้วน้อยๆ นางรู้นานแล้วว่า คนที่ทหารระดับนี้ไปหามาต้องมิใช่คนใหญ่คนโตอะไร หาขุนนางของกองปราบมา ในเมืองหลวงถือว่าเป็นขุนนางระดับต่ำสุดแล้ว
ลิ่งกวนหลี่มองใบหน้างามงดของกู้ชิวเหลิ่ง อดตาลายไม่ได้ เข้ามาก็ไม่พูดอะไร ได้แต่มองเหม่อกับใบหน้ากู้ชิวเหลิ่ง ประหนึ่งว่าเจอเทพธิดาก็ไม่ปาน
กู้ชิวเหลิ่งเคาะโต๊ะสองที พูดเสียงเย็นว่า “มิทราบว่าใต้เท้าท่านนี้เป็นขุนนางอะไรในต้าฉี?”
ทหารข้างกายเตือนเสียงเบาว่า “ใต้เท้าหลี่?”
ลิ่งกวนหลี่(ลิ่งกวนเป็นชื่อตำแหน่ง)ถึงได้สติกลับมา เขาไอกลบเกลื่อนพลางว่า “ข้าคือขุนนางระดับสี่”
“ระดับสี่?”
กู้ชิวเหลิ่งตบโต๊ะผ่าง แสร้งพูดอย่างโกรธเกรี้ยวว่า “ข้าคือหนิงจวิ้นจู่ แห่งต้าเยียน ต่อให้มาเป็นแขกของต้าฉีพวกเจ้า ก็ควรจะเป็นแขกระดับสูง ยิ่งไปกว่านั้น ฮ่องเต้ฉีเชื้อเชิญมาด้วยตนเอง เจ้ากลับพาลิ่งกวนแค่ระดับสี่มารับรองข้า นี่คือหลักการต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองของต้าฉีพวกเจ้ารึ?!”
กู้ชิวเหลิ่งพูดรัวเร็วอย่างพุ่งตรงประเด็น ทำเอาลิ่งกวนหลี่ไม่รู้จะตอบอย่างไรชั่วขณะ แต่ไม่นานก็คิดอยากแก้แค้น จะอย่างไรเขาก็เป็นระดับสี่ลิ่งกวน กลับโดนนังหนูนี่ตะคอกใส่ร้ายแบบนี้ หากเป็นหนิงจวิ้นจู่ แห่งต้าเยียนจริงๆก็เอาเถอะ แต่นี่กลับเป็นสตรีที่ไม่รู้ฐานะใดและยังไม่ได้รับสาสน์แจ้งใดๆอีก เขาก็จะไม่เกรงใจละนะ
“บังอาจ! ข้าขุนนางระดับสี่ ไม่เคยได้ยินว่า จะมีท่านหญิงต้าเยียนใดมาเยี่ยมเยือนต้าฉีเราเลย เจ้าต้องเป็นตัวปลอมแน่! ใครก็ได้! จับตัวนางเอาไว้!”
กู้ชิวเหลิ่งเผยรอยยิ้มเย็นออกมา พลางร้องเรียก “จีเฟิง!”
จีเฟิงเข้ามาทันที และกดลิ่งกวนหลี่อัดกำแพง พลางบอก “เซ่อเจิ้งหวางมีบัญชา ผู้มิเคารพหนิงจวิ้นจู่ ฆ่าไม่เว้น!”
“ช้าก่อน!”
กู้ชิวเหลิ่งไม่ได้คิดจะให้ลิ่งกวนหลี่ตายตอนนี้ นางหยิบป้ายหยกออกมาจากในอกเสื้อ ยื่นไปตรงหน้าลิ่งกวนหลี่ที่ตกใจจนฉี่ราด พลางพูดยิ้มๆว่า “ใต้เท้าขุนนางระดับสี่ผู้นี้ เจ้าดูให้ดีนะ ป้ายหยกนี้เซ่อเจิ้งหวางแห่งต้าเยียนของเราประทานให้ข้า หรือว่าจะเป็นของปลอมรึ?”
ลิ่งกวนหลี่โดนจีเฟิงคุมไว้จนขยับตัวไม่ได้ ได้แต่รีบร้องบอกว่า “ข้ามีตาหามีแววไม่! หนิงจวิ้นจู่ กรุณารอสักครู่ข้าจะรีบไปหาท่านทูต! ไปตอนนี้เลย!”
กู้ชิวเหลิ่งถึงหันบอกจีเฟิงว่า “ปล่อยเขาก่อน”
พอมือจีเฟิงปล่อยออก ลิ่งกวนหลี่ล้มลงไปกองกับพื้น ทหารข้างๆรีบเข้ามาพยุง แต่กลับถูกลิ่งกวนหลี่สะบัดออก ตะคอกอย่างโกรธแค้นใส่ว่า “ดีนี่! หนิงจวิ้นจู่ มาเยือนทั้งที เจ้ากลับให้หนิงจวิ้นจู่ มาอยู่ในที่รกร้างเช่นนี้! คิดจะทำอะไรกันแน่!ใครก็ได้! มาลากมันออกไป คุมตัวไว้ให้ดี! ประหารชีวิตมันหลังฤดูใบไม้ร่วงซะ!”
“ใต้เท้า! ข้าน้อยบริสุทธิ์! ข้าน้อยบริสุทธิ์!”
“ใครก็ได้! ยังไม่รีบลากมันออกไปอีก!”
ลิ่งกวนหลี่จัดเสื้อผ้าตนครู่หนึ่ง พลางพูดอย่างประจบประแจงว่า “หนิงจวิ้นจู่ โปรดอภัยด้วย เมื่อครู่ข้าเพียงแค่ทำตามขั้นตอน มิได้คิดจะล่วงเกิน ข้าจะไปเชิญท่านทูตบัดเดี๋ยวนี้ เชิญหนิงจวิ้นจู่ เข้าไปพำนักในวังหลวง”
กู้ชิวเหลิ่งพยักหน้าบอก “งั้นเจ้ามัวอึ้งอยู่ที่นี่ทำไมกัน ข้าเดินทางเหน็ดเหนื่อยมาหลายวัน ยังไม่รีบไปจัดการอีก?”
ลิ่งกวนหลี่รีบถอยไป ระหว่างถอยยังไม่ลืมพูด “ข้าน้อยไปเดี๋ยวนี้ ข้าน้อยจะต้องจัดการเรื่องให้เรียบร้อยแน่”
จีเฟิงเห็นสภาพลิ่งกวนหลี่แล้ว รอจนคนออกไปแล้วถึงทนไม่ไหวบอก “ต้าฉีนี่ดูเป็นประเทศใหญ่ ทำไมแต่ละคนล้วนเป็นพวกขี้ขลาดตาขาว? ที่ต้าเยียน ขนาดขุนนางระดับเจ็ดยังหยิ่งกว่าขุนนางระดับสี่เช่นเขาอีก”
กู้ชิวเหลิ่งคว่ำถ้วยชาลงพลางว่า “จริง ต้าฉีรุ่งเรืองมานานขนาดนี้ ความเร็วในการเน่าเฟะก็จะยิ่งเร็วกว่าความเร็วของความรุ่งเรืองในตอนนั้น ผ่านไปอีกไม่กี่ปี ต้าฉีนี้ก็จะล่มสลายแล้วล่ะ” จีเฟิงอยากถามนานแล้วว่า ทำไมกู้ชิวเหลิ่งถึงได้คุ้นเคยกับต้าฉีขนาดนี้ เพียงแต่กู้ชิวเหลิ่งเป็นเจ้านาย ในฐานะลูกน้องพวกเขามิอาจถามมากความได้
กู้ชิวเหลิ่งบอก “เจ้าเฝ้าอยู่ที่นี่แล้วกัน อีกครู่ทูตก็จะมาแล้ว”
“แต่….”
จีเฟิงลังเลเล็กน้อย กู้ชิวเหลิ่งมาครั้งนี้ ไม่ได้พกคนมาด้วยมากนัก ถึงเซ่อเจิ้งหวางจะส่งเขามาอยู่ข้างกายกู้ชิวเหลิ่ง ให้เขาสู้หนึ่งต่อสิบน่ะได้ แต่หนึ่งต่อร้อยก็ยากแล้ว
กู้ชิวเหลิ่งบอก เจ้ามิต้องกังวลความปลอดภัยของข้า ขอเพียงมิเปิดเผยฐานะพระชายาของเซ่อเจิ้งหวางของข้าก่อนที่อวี๋ฉือจ้านจะมาก็พอ เช่นนั้นข้าก็จะไม่ได้รับอันตรายใดๆ และจวินฉีเซิ่งก็มิมีทางให้ข้าได้รับอันตรายด้วย”
ผู้มีอำนาจที่สุดของต้าฉีคือฮ่องเต้ มิมีผู้ใดกล้าฝ่าฝืนระบอบราชาธิปไตยของต้าฉี ดังนั้นที่พึ่งที่ดีที่สุดของต้าฉีก็คือจวินฉีเซิ่ง สำหรับการเผชิญหน้าจวินฉีเซิ่ง ขอเพียงมีใบหน้านี้ และฐานะของนาง ก็เพียงพอให้อยู่อย่างปลอดภัยในต้าฉีนี้แล้ว
แค่เวลาไม่นานเกินชงชาเท่านั้น ก็เห็นทูตที่ลิ่งกวนหลี่พูดถึง ในความทรงจำของกู้ชิวเหลิ่ง ทูตผู้นี้รับผิดชอบสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ เรียกได้ว่าเป็นทูตรับรองผู้หนึ่ง ฐานะธรรมดา ไม่มีพรรคพวกอะไรในราชสำนัก
ตอนทูตเข้ามา กู้ชิวเหลิ่งกำลังนั่งจิบชา เทียบกับตอนที่เห็นลิ่งกวนหลี่แล้ว กู้ชิวเหลิ่งดูเกรงใจเล็กน้อย พลางว่า “นี่คือป้ายหยกที่เซ่อเจิ้งหวางประทานให้ก่อนที่ข้าจะออกจากประเทศ ทูตคงรู้จักกระมัง”
ทูตที่มาชื่อว่าจ้าวจื้อฉุน พอเห็นป้ายหยกนั่นก็นอบน้อมขึ้นมาทันที พลางว่า “ข้าน้อยถวายบังคมหนิงจวิ้นจู่ แห่งต้าเยียน หนิงจวิ้นจู่ ทรงพระเจริญ”
กู้ชิวเหลิ่งพยักหน้าอย่างพอใจ พลางว่า “มาครั้งนี้เพราะได้รับคำเชื้อเชิญจากฮ่องเต้ฉี อยากมาดูความรุ่งเรืองของเมืองหลวงต้าฉี ดังนั้นถึงมา มาได้เห็นวันนี้ กลับผิดหวังไม่น้อยเลย”
กู้ชิวเหลิ่งเปรียบเปรยถึงลิ่งกวนหลี่ ลิ่งกวนหลี่รีบก้มหน้าลงต่ำ จ้าวจื้อฉุนรีบบอก “ข้าน้อยคิดมิรอบคอบ เพียงเพราะมิได้รับสาสน์แจ้ง ดังนั้นคนในอาณัติบัญชาทำการละเลยไป ข้าน้อยจะรีบเขียนฎีกาถวายฝ่าบาท จัดการหาที่พักให้ท่านหญิง”
กู้ชิวเหลิ่งบอก “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าจะพักผ่อนได้เมื่อไหร่กัน?”
จ้าวจื้อฉุนบอก “ฎีกาข้าน้อยถวายขึ้นไปแล้ว บางทีพรุ่งนี้คงจะ…”
กู้ชิวเหลิ่งหันมองสภาพในห้อง พลางว่า “พรุ่งนี้? ข้าไม่มีทางพักผ่อนในสถานที่อะไรก็ได้ ทูตช่วยหาที่พักให้ข้าเถอะ”
จ้าวจื้อฉุนรับคำ พลางว่า “ข้าน้อยรับบัญชา มิสู้เชิญท่านหญิงไปพักผ่อนที่ห้องพักระดับฟ้าดีกว่า ห้องพักระดับฟ้าของที่นี่มิใช่สถานที่อะไรก็ได้”