สัญญาร้ายของประธานปีศาจ - ตอนที่ 126
ตอนที่ 126 อยากได้ลูกชายหรือลูกสาว
เมื่อถึงเวลาร่วมเล่นเกมส์กับเด็กๆในสถานสงเคราะห์ ไป๋เสว่เอ๋อกลายเป็นพี่สาวอันเป็นที่ชื่นชอบของเด็กทุกคน เผยลี่เชินนั่งอยู่บนเก้าอี้ด้านข้าง มองดูไป๋เสว่เอ๋อเล่นกับเด็กๆอย่างสนุกสนาน เขาไม่เคยเห็นไป๋เสว่เอ๋อเป็นแบบนี้มาก่อน หล่อนเปรียบเสมือนเด็ก ที่แสดงออกถึงความจริงใจและใสซื่อออกมา
ทันใดนั้นก็มีเสียงลากเก้าอี้ดังขึ้น เขาหันหลังมาดู เห็นเผยอี้กำลังนั่งลงบนเก้าอี้ด้านข้างเขา สายตามองตามไป๋เสว่เอ๋อ
สีหน้าของเผยลี่เชินนิ่งขรึมขึ้นทันที
จากนั้นไม่นาน เผยอี้พูดขึ้น น้ำเสียงมีความเยาะเย้ยเล็กน้อย “พี่ชาย ครั้งนี้พี่พาไป๋เสว่เอ๋อมา เพื่อต้องการจะเปิดตัวให้ทุกคนได้รับรู้ วันนี้ที่สถานสงเคราะห์แห่งความหวัง หล่อนเป็นที่จับตามองของทุกคนที่สุด ดูไปแล้วหล่อนคงได้คะแนนไม่น้อย”
เพราะว่ากิจกรรมการกุศลครั้งนี้มีการประกวดทูตการกุศล ดังนั้นสถานที่แรกซึ่งเป็นสถานสงเคราะห์เด็กมีระบบการให้คะแนน โดยให้ผู้อำนวยการและเด็กๆเป็นผู้ตัดสินให้คะแนน สถานที่ต่อไปคือการปีนเขาให้คะแนนโดยอิงจากลำดับของคนที่ปีนถึงยอดเขาก่อน สุดท้ายนำคะแนนจากทั้งสองที่มารวมกัน คนที่มีคะแนนรวมสูงสุด จะได้รับคัดเลือกให้เป็นทูตแห่งการกุศล
สีหน้าของเผยลี่เชินนิ่งขรึม ไม่พูดอะไรต่อ
เหตุการณ์ที่จินจิงจิงก่อขึ้นเมื่อครู่แม้ว่าจะไม่ได้ทำให้ไป๋เสว่เอ๋อได้รับบาดเจ็บ แต่ก็ทำให้เขาไม่พอใจอย่างมาก ตอนนี้เขาไม่มีอารมณ์ไปสนใจเขาเลยสักนิด
เมื่อเผยอี้เห็นเผยลี่เชินไม่มีทีท่าจะตอบโต้ใดๆ จึงพูดยั่วขึ้นอีก “ต้องขอยอมรับตรงๆเลย เรื่องการมองเชิงคน ฉันยังอ่อนหัดมาก ถ้ารู้ล่วงหน้าว่าจินจิงจิงจะมาสร้างเรื่องเดือดร้อนให้ฉัน ฉันไม่มีทางให้หล่อนมาอย่างแน่นอน”
เผยลี่เชินพูดขึ้นด้วยความเยือกเย็น “ในเมื่อรู้แล้ว นายพาหล่อนมาแล้วดูแลไม่ดีก็เป็นหน้าที่ของนาย”
คำพูดของเผยลี่เชินทำให้เผยอี้ชะงัก หน้าถอดสีทันที “พี่ การที่จะดูแลดีไม่ดีนั่นเป็นเรื่องของผม ไม่ต้องการให้พี่มาเป็นกังวลแทน”
เผยลี่เชินยิ้มเยาะ “ดูแลไม่ดีแล้วยังจะมาทำร้ายคนของฉันอีก ฉันไม่ให้อภัยแน่นอน”
เผยอี้กำหมดแน่นจนเส้นเอ็นบนแขนนูนชัดขึ้นมา พูดอะไรไม่ออก
จินจิงจิงก่อเรื่องไม่ไว้หน้าเขายังไม่เป็นไร แต่คิดไม่ถึงเลยว่าจะทำให้เขาเดือดร้อนขนาดนี้ สำหรับเผยลี่เชินแล้วเขาไม่ได้ประโยชน์อะไรอีกด้วย เขาจะไม่โกรธได้อย่างไร
เขารีบลุกขึ้นทันที กำลังจะเดินออกไป เผยลี่เชินนั่งยืดตัวตรงขึ้น พูดขึ้นอย่างเย็นชา “รอแปปนึง”
เผยอี้หยุดชะงัก หันหน้ากลับมามองเขา “มีอะไร?”
ลมหายใจอันเย็นยะเยือก น้ำเสียงขู่เข็ญของเผยลี่เชิน “เผยอี้ ฉันไม่สนว่านายจะไปคบเพื่อนหรือคุยธุรกิจกับใครข้างนอก แต่นายต้องจำไว้ให้ดีว่า อะไรควรทำ อะไรที่ไม่ควรทำ”
เผยอี้เข้าใจขึ้นมาทันทีว่าเขากำลังหมายถึงอะไร เขากับเสิ่นหรูเฟิงได้เจรจาเรื่องการลงทุนในธุรกิจภาพยนตร์เรียบร้อยแล้ว และจะมีการเซ็นสัญญาในอีกไม่กี่วันข้างหน้า รอจบงานการกุศล สัญญาของพวกเขาก็คงเรียบเรียงเสร็จพร้อมเซ็นแล้ว
เขากำหมดขึ้นแน่น มองเผยลี่เชินอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นพูดขึ้นด้วยเสียงเย็นชา “พี่ฮะ ตอนแรกผมไปหาพี่ แต่พี่ไม่ให้ทำ ก็ช่างมันไป ผมก็เลยไปหาคนอื่นร่วมลงทุน ทำไมจะทำไม่ได้ล่ะ?”
สายตาของเผยลี่เชินค่อยๆกวาดมองไปที่เขา “ฉันแค่อยากจะเตือนนาย อย่าทำเรื่องที่ไม่ควรทำ แค่นั้นเอง”
เขาพูดพลาง ลุกขึ้นยืน ไม่มีท่าทีจะหันกลับไปมองเผยอี้สักนิด จากนั้นเขาก็รีบเดินไปอีกด้านหนึ่ง
เผยอี้กำหมัดแน่นมองตามทางที่เผยลี่เชินเดินออกไป ความรู้สึกของเขาตอนนี้โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
ครั้งนี้เขาจะต้องเอาคืนให้ได้! จะได้พิสูจน์ให้เผยลี่เชิน คุณท่านเผยและทั้งเมืองไห่เฉิงได้เห็นว่าเขาไม่ใช่คนโง่เง่าไร้ประโยน์!
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว กิจกรรมร่วมเล่นเกมส์กับเด็กในสถานสงเคราะห์ช่วงเช้าก็จบลงด้วยดี เมื่อถึงเวลาพักกลางวัน ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกคนจะต้องทานข้าวร่วมกันกับเด็กๆ
เผยลี่เชินเดินไปยืนข้างไป๋เสว่เอ๋อ จูงมือข้างหนึ่งของเสี่ยวไอ้ เข้าแถวตักอาหาร จากนั้นก็หาที่นั่งทานข้าว
ไป๋เสว่เอ๋อจัดแจงที่ให้เสี่ยวไอ้นั่งข้างตนเอง ถามขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบา “เสี่ยวไอ้หิวไหมจ้ะ? ให้พี่ป้อนให้ไหม?”
เสี่ยวไอ้พยักหน้าด้วยความตั้งใจ
ไป๋เสว่เอ๋อยิ้ม ตักมะเขือเทศผัดไข่ลงบนข้าว ตักใส่ช้อนค่อยๆป้อนให้เสี่ยวไอ้ทาน เสี่ยวไอ้ทานข้าวช้ามาก ผ่านไปสักพักใหญ่ยังเหลือข้าวในถ้วยอีกเยอะ ไป๋เสว่เอ๋อมัวแต่จริงจังกับการป้อนข้าวให้เด็กน้อย จึงไม่มีเวลาดูแลตัวเองเลย
เผยลี่เชินที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามขมวดคิ้วขึ้น เขายื่นมือออกมา หยิบถ้วยเล็กๆในมือของไป๋เสว่เอ๋อไปทันที
ไป๋เสว่เอ๋อตกใจตะลึง มองเขาด้วยความประหลาดใจ
สีหน้าของเผยลี่เชินดูผ่อนคลาย พูดขึ้นด้วยความใจเย็น “คุณทานข้าวก่อน ผมป้อนให้เอง”
เขาพูดพลาง หยิบช้อนอันเล็กขึ้น ค่อยๆป้อนทีละคำให้เสี่ยวไอ้ได้ทาน
ไป๋เสว่เอ๋อมองดูภาพอันแสนน่ารักตรงหน้า อดไม่ได้ที่จะยิ้มขึ้นมา
ทั้งผู้บริหารและลูกน้องในบริษัทตระกูลเผยคงไม่มีใครคาดถึง เพราะปกติในบริษัทเขาเป็นประธานผู้บริหารที่ดูจริงจังและเคร่งขรึมมาก แต่มาวันนี้เขากลับหยิบช้อนอันเล็กมาป้อนข้าวให้เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่ง
วันนี้หล่อนเล่นกับพวกเด็กๆทั้งเช้า ตอนนี้จึงรู้สึกหิวขึ้นมา หล่อนจึงใช้โอกาสที่ว่างอยู่ตอนนี้เริ่มทานข้าว
เมื่อทานข้าวเที่ยงเสร็จ เด็กๆต้องนอนกลางวันกัน ผู้อำนวยการจึงให้เด็กๆมากล่าวอำลากับทุกคน ไป๋เสว่เอ๋อยืนอยู่ตรงนั้น มองดูเด็กๆที่ยืนเรียงแถวกัน อดไม่ได้ที่จะยิ้มขึ้น
แม้ว่าพวกเขาจะประสบกับความยากลำบากมาไม่น้อย แต่พวกเขายังคงมีความเป็นเทวดาและนางฟ้าอยู่ในตัวเอง
ทันใดนั้น ผู้ชายที่ยืนอยู่ด้านข้างเขยิบเข้ามาใกล้หล่อน กระซิบถามขึ้นข้างหู “ชอบ?”
“อะไรหรอ?” ไป๋เสว่เอ๋อยังไม่ทันรู้ตัว
“เด็ก”
ไป๋เสว่เอ๋อลังเลอยู่สักพัก จากนั้นพยักหน้าลง “ชอบสิ เด็กๆน่ารักมากจริงๆ”
เมื่อเผยลี่เชินได้ยินคำตอบของหล่อน อดไม่ได้ที่จะเผยอปากขึ้นมา ถ้าหล่อนอยากได้จริงๆ ก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร
เขาถามต่อ “อยากได้ลูกชายหรือลูกสาวล่ะ?”
ไป๋เสว่เอ๋อเงียบไปครู่หนึ่ง เพิ่งจะคิดได้ขึ้นมา สิ่งที่เขาถามเมื่อครู่ ทำไมหล่อนถึงยิ่งฟังยิ่งรู้สึกแปลกๆ?
หล่อนมองไปทางเขาด้วยความรู้สึกช้าที่เพิ่งเข้าใจในสิ่งที่เขาพูด สายตาของหล่อนสื่อถึงความไม่ชอบมาพากล ขณะที่หล่อนมองไปที่เขาก็เป็นจังหวะเดียวกับเขามองมาเช่นกัน ใบหน้าของหล่อนแดงขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว
เผยลี่เชินถามขึ้น “เป็นอะไรเหรอ?”
ความอบอุ่นที่โอบล้อมทั้งสองไว้ค่อยๆเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แก้มของไป๋เสว่เอ๋อแดงก่ำ พูดติดๆขัดๆ “เปล่า…ไม่มีอะไรนี่ค่ะ?”
สายตาของหล่อนกระวนกระวายมองไปทางอื่น ผ่านไปครู่หนึ่ง เสียงของฝ่ายชายดังขึ้น “ไป๋เสว่เอ๋อ คุณกำลังคิดอะไรอยู่?”
“อะไรคะ? ไม่มีอะไรนี่คะ?” ไป๋เสว่เอ๋อยิ่งกระวนกระวายมากขึ้น
“ผมหมายถึงถ้าคุณชอบ สามารถรับอุปถัมภ์ได้นะ” เผยลี่เชินยิ้มเจ้าเล่ห์ขึ้น “คุณคิดว่าอะไรล่ะ?”
รับอุปถัมภ์? ที่แท้สิ่งที่เขาพูดถึงคือรับอุปถัมภ์ หล่อนคิดว่าเขาวางแผนที่จะ……กับหล่อน
ใบหน้าร้อนฉ่าไปถึงหูขึ้นมาทันที ไป๋เสว่เอ๋อแสร้งทำเป็นนิ่ง เงียบไม่พูดอะไร
เผยลี่เชินหันหน้ามาทางด้านข้าง ซึ่งหันมาเห็นใบหูสีแดงเลือดฝาดของหล่อนพอดี หน้าอกของเขาร้อนวูบวาบขึ้นมาทันที
ท่าทางของหล่อนในตอนนี้ น่ารักเกินจะทนไหว น่ารักจนเขาอยากจะดึงหล่อนเข้ามากอดในอ้อมอกต่อหน้าสาธาณชนในตอนนี้
สายตากวาดมองรอบๆ เมื่อสายตาของเขามองไปเห็นนักข่าวและกล้องที่อยู่ในมือพวกเขา เขารีบสงบสติอารมณ์
ทันใดนั้น เขาก็นึกถึงนักข่าวกลุ่มนั้นที่พวกเขาเจอหน้าประตูสถานสงเคราะห์เมื่อตอนเช้า
เขาสูดหายใจเข้าลึก เรียกชื่อผู้หญิงที่อยู่ด้านข้าง “ไป๋เสว่เอ๋อ”
“คะ?” ไป๋เสว่เอ๋อหันหน้ามา รู้สึกได้ว่าสีหน้าของฝ่ายชายดูจริงจังขึ้นมามาก
“คุณยังจำกลุ่มนักข่าวกลุ่มนั้นที่เราเจอวันนี้ตอนเช้าหลังจากที่ลงจากรถได้ไหม?”
ไป๋เสว่เอ๋อพยักหน้า “จำได้ค่ะ”
เผยลี่เชินมองมาที่หล่อน พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “คุณรู้สึกไหมว่าพวกเขาดูไม่ค่อยปกติ”
ไป๋เสว่เอ๋อขมวดคิ้ว ไม่พูดอะไร
พูดตามหลักแล้ว ในเมื่อนักข่าวที่มาเพื่อทำข่าวงานการกุศล ก็ต้องให้ความสำคัญกับการสัมภาษณ์ในกิจกรรมงานการกุศล
แต่ท่าทางของพวกเขาเสมือนว่ามารอทำข่าวพวกเขาโดยเฉพาะ ล้อมรอบพวกเขาเพื่อถามแต่เรื่องส่วนตัว
อีกอย่าง หลังจากที่พวกเขาเข้ามาในสถานสงเคราะห์ ก็ไม่เห็นพวกเขาอีกเลย และนักข่าวที่มาทำข่าวกิจกรรมโดยเฉพาะจากส่วนกลางมีลักษณะต่างจากพวกเขาอย่างสิ้นเชิง
คิดไปคิดมา ความแตกต่างมีอยู่มากพอสมควร
ไป๋เสว่เอ๋อค่อยๆเอ่ยปากขึ้น “รู้สึกว่าเหมือนพวกเขาตามพวกเรามา”
เผยลี่เชินพยักหน้า น้ำเสียงเด็ดขาด “ถูกต้อง ผมก็รู้สึกแบบนั้น”