สัญญาร้ายของประธานปีศาจ - ตอนที่ 131
ตอนที่ 131 ฉันต้องเป็นห่วงอยู่แล้ว
ทันใดนั้น ไป๋เสว่เอ๋อร์ก็เข้าใจในทันที “ใช่ มันต้องเป็นแบบนี้แน่!”
ตอนที่พวกเขาปีนขึ้นภูเขา พวกเขาก็ได้พบกับทางแยกที่ไม่เหมือนกันหลายต่อหลายครั้ง พวกเขาเลือกเส้นทางที่มีการทำเครื่องหมายไว้ เครื่องหมายพวกนี้จะถูกติดไว้บริเวณสองข้างทางซ้ายขวาของเส้นทางที่ถูกต้อง ถ้าเกิดมีคนย้ายตำแหน่งของธงสีแดงเข้าล่ะก็ พวกเขาก็จะเดินผิดทางทั้งหมด
เมื่อคิดแบบนี้ เรื่องราวทั้งหมดก็ดูจะชัดเจนขึ้นมาแล้ว
ดูเหมือนว่ามีใครบางคนมาหาพวกเขา และทำให้เครื่องรับส่งวิทยุทั้งสองเครื่องเสีย จากนั้นพวกเขาก็ถูกใครบางคนเจตนาทำให้เดินไปผิดทาง เห็นได้ชัดว่ามีการวางแผนมาอย่างดีและคนพวกนั้นก็มีเป้าหมายที่ชัดเจน
รอยขีดข่วนที่บริเวณน่องทำให้รู้สึกเจ็บปวดเป็นอย่างมาก ด้านนอกฝนยังคงตกอย่างหนักและไม่มีทีท่าว่าจะหยุด เสื้อผ้าของพวกเขาทั้งสองคนเมื่อครู่เปียกโชกไปหมด ตอนนี้มันกลับค่อยๆ แห้งอย่างช้าๆ แต่ว่าความร้อนของร่างกายทั้งหมดนั้นกลับถูกใช้ไปทั้งหมดเสียแล้ว
ไป๋เสว่เอ๋อร์หยิบโทรศัพท์มือถือออกมา เธอลองทดสอบดูว่าสามารถติดต่อกับโลกภายนอกได้หรือไม่ ทว่าสัญญาณโทรศัพท์กลับไม่มีเลยสักนิดเดียว
ทันใดนั้น เผยลี่เชินที่อยู่ข้างกายก็เอ่ยปากถามขึ้นมาในทันทีว่า “คุณคิดว่าเป็นฝีมือของใคร ใครที่คอยชักใยอยู่เบื้องหลังพวกเราทั้งสองคน”
ไป๋เสว่เอ๋อร์ชะงัก สมองของเธอมีภาพใบหน้าของผู้คนผุดขึ้นมามากมาย เธอพิจารณาและคัดกรองแต่ละคน แต่สุดท้ายแล้ว เธอก็ไม่ได้ตอบเขากลับไป
เมื่อคิดตามเหตุผลแล้ว นี่คือกิจกรรมที่จัดโดยองค์กรการกุศลของเมืองไห่เฉิง ถ้าเกิดมีคนคิดที่จะแกล้งพวกเขาจริงล่ะก็ ไม่ว่าอย่างไรก็ลงมือได้ไม่ง่ายแน่ แต่คนๆ นี้กลับทำให้คนอื่นสามารถจัดหาเครื่องรับส่งวิทยุที่เสียแล้วให้กับพวกเขาได้ และยังสามารถทำให้พวกเขาเดินไปผิดทางได้ เห็นได้ชัดว่าคนๆ นั้นจะต้องมีอิทธิพลไม่น้อยทีเดียว
“ฉันไม่รู้ค่ะ” ไป๋เสว่เอ๋อร์ตอบกลับไปตามความจริง
เมื่อเผยลี่เชินได้ยินดังนั้น เขาก็นิ่งเงียบในทันที พร้อมกับไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็เอ่ยปากพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “ไม่แน่นะ อาจจะเป็นคนเดียวกับที่ไปเคาะประตูห้องคุณเมื่อวานตอนเย็นก็ได้”
ตั้งแต่วันแรกที่พวกเขามาเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อการกุศลนี้ ทุกอย่างดูไม่ถูกต้องไปเสียหมด นักข่าวคนนั้นที่ดูลึกลับน่าสงสัย เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นอย่างแปลกประหลาด และอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นตอนที่กำลังปีนเขาในวันนี้อีก เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเหล่านี้ เมื่อลองปะติดปะต่อดูแล้ว จะเป็นเรื่องบังเอิญไปได้อย่างไรกัน
ต้องมีใครสักคนอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้แน่
เผยลี่เชินกำกำปั้นของเขาเอาไว้แน่น เขานิ่งเงียบอยู่นาน ส่วนไป๋เสว่เอ๋อร์หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา และพยายามหาสัญญาณต่อไป ทว่าเธอกลับไม่ได้ตอบเขา
ฝนตกหนักโดยที่ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเลยสักนิดเดียว ไป๋เสว่เอ๋อร์รู้สึกเจ็บปวดที่บริเวณน่องของเธอ เธอพยายามลุกขึ้นยืนและก้าวเดินไปสองก้าว แต่ทันทีที่เธอลุกขึ้น ขาของเธอก็อ่อนแรงลง และกลับไปนั่งอยู่ที่บริเวณเดิมอีกครั้ง
“อย่าขยับมากสิ” เผยลี่เชินเอื้อมมือมาหาเธอ ฝ่ามืออันอบอุ่นขนาดใหญ่ของเขากุมหลังมือของเธอเอาไว้ อุณหภูมิจากมือของเขาไหลผ่านมายังมือของเธออย่างช้าๆ
ไป๋เสว่เอ๋อร์รู้สึกเหนื่อยล้าไปทั่วร่าง ไม่มีเรี่ยวแรงเหลือเลยสักนิด เมื่อสายตาของเธอมองไปยังสีของท้องฟ้าที่ค่อยๆ มืดลงเรื่อยๆ เธอก็รู้สึกกลัวขึ้นมา “เผยลี่เชิน พวกเราจะมาติดอยู่ที่นี่ไม่ได้นะ พวกเราควรจะทำอย่างไรดี…”
เธอไม่ค่อยแสดงด้านที่อ่อนแอของเธอออกมา ทำให้ภายในใจของเผยลี่เชินรู้สึกอึดอัด เขาเอื้อมมือไปกอดเธออย่างเบาๆ พร้อมกับปลอบโยนเธอว่า “ไม่ต้องกังวล ผมจะต้องหาทางออกได้แน่”
ถ้าหากว่าพวกเขาจะต้องติดอยู่ที่นี่จริง เมื่อถึงตอนค่ำ ถ้าพวกเขายังคงติดอยู่ในป่าลึกและหนาวจนตัวแข็งไปตลอดทั้งคืน เกรงว่าจะไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่ พวกเขาทั้งคู่จึงต้องรีบคิดหาทางออกไปจากที่นี่ตั้งแต่ช่วงบ่ายนี้ให้ได้
เครื่องรับส่งวิทยุก็เสีย โทรศัพท์มือถือก็ไม่มีสัญญาณ เสบียงอาหารที่เหลืออยู่ของพวกเขาก็มีไม่มากนัก เพราะฉะนั้นพวกเขาจะต้องรอให้ฝนหยุดตก ย้อนกลับไปยังทางที่เดินมา และต้องลงจากเขาก่อนที่ฟ้าจะมืดให้ได้
หลังจากตัดสินใจได้แล้ว เผยลี่เชินจ้องมองไปที่ดวงตาของไป๋เสว่เอ๋อร์ และพูดอย่างเคร่งขรึมว่า “ไป๋เสว่เอ๋อร์ คุณฟังผมนะ ตอนนี้ฝนเริ่มตกปรอยๆ แล้ว พอฝนหยุดตก เราสองคนจะเดินกลับไปยังทางที่มาเมื่อครู่นี้”
ไป๋เสว่เอ๋อร์ลังเลเล็กน้อย “แต่ว่าขาของฉัน…”
“ผมจะให้คุณขี่หลังของผม” เผยลี่เชินตอบกลับในทันที
หัวใจของไป๋เสว่เอ๋อร์หวั่นไหว เมื่อเห็นสีหน้าที่จริงจังของชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้า เธอก็รู้สึกตื้นตันขึ้นมาในทันที
เธอส่ายหัวปฏิเสธ “ไม่ได้ ถนนหลังฝนตกลื่นมากเลยนะ ถ้าเกิดคุณแบกฉันขึ้นหลังล่ะก็ เราสองคนอาจจะลื่นตกเขาก็ได้นะคะ”
“ถ้าอย่างนั้น ตรงไหนที่ลื่น ผมจะประคองคุณเดินลงไปด้วยกัน ตรงไหนที่เป็นทางลาด ผมจะให้คุณขี่หลังของผม”
ไป๋เสว่เอ๋อร์คิดกลับไปมา สุดท้ายเธอก็พยักหน้าตอบตกลง นี่เป็นทางเดียว ถ้าเกิดพวกเขาไม่ลองแล้วล่ะก็ เกรงว่าทั้งคู่จะต้องติดอยู่ที่นี่เสียแล้ว
หลังจากที่ฝนหยุดตกไม่นานนัก พวกเขาก็เริ่มออกเดินทาง ท้องฟ้าไม่มืดครึ้มเหมือนกับเมื่อครู่นี้ สายตากลับเปล่งประกายขึ้นมาก และสภาพอากาศก็ดีมากขึ้นทีเดียว
เผยลี่เชินประคองไป๋เสว่เอ๋อร์ให้ค่อยๆ ลงจากเขา เนื่องจากหลังจากที่ฝนหยุดตกแล้ว เส้นทางบนเขานั้นทำให้พวกเขาต้องเดินอย่างระมัดระวังมากขึ้น ทุกก้าวที่พวกเขาก้าวเดินนั้นเต็มไปด้วยอันตรายที่พวกเขาไม่อาจรู้ได้ ดังนั้น ทุกก้าวที่พวกเขาเดินนั้นต้องระมัดระวังและรอบคอบเป็นอย่างมาก
เมื่อไป๋เสว่เอ๋อร์ลงเขามาพร้อมกับเผยลี่เชินได้สักพัก บาดแผลบนน่องของเธอก็เริ่มปวดมากขึ้น ราวกับมีเข็มแหลม 2-3 เล่มกำลังทิ่มแทงบาดแผลของเธอ หลังจากนั้นไม่นาน เหงื่ออันเย็นยะเยือกก็ผุดขึ้นบนหน้าผากของเธอเต็มไปหมด
ไป๋เสว่เอ๋อร์ขบฟันแน่นโดยไม่ให้อีกฝ่ายรู้ พวกเขาเดินสลับกับหยุดพัก ไม่รู้ว่าเวลานานผ่านไปเท่าไร ในที่สุดเผยลี่เชินก็มองเห็นธงสีแดงที่ปักอยู่ที่ต้นไม้ไกลๆ ได้แล้ว ทันใดนั้นสายตาของเขาก็เปล่งประกายขึ้นในทันที “ธงสีแดง พวกเราเจอเส้นทางที่เดินมาเมื่อครู่แล้ว”
ไป๋เสว่เอ๋อร์รู้สึกดีใจอย่างล้นเหลือ เธอจึงรีบสาวเท้าก้าวเดิน บาดแผลของเธอรู้สึกหายดีขึ้นมาในทันที ทว่าในเสี้ยววินาทีที่เธอย่ำเท้าลงไปนั้น เธอก็ไถลลงไปตามทางลาดในทันที “ว้าย!”
สายตาและมือของเผยลี่เชินนั้นรวดเร็วเกินใคร ขณะที่เขาคว้าข้อมือของเธอเอาไว้ได้ เขากลับถูกน้ำหนักจากตัวเธอลากให้ไถลลงไปตามทางลาดด้วยเช่นกัน
ท่ามกลางทางลาดที่เต็มไปด้วยหญ้าสองข้างทางบนภูเขา เผยลี่เชินรู้สึกปวดที่หลังของเขา ร่างกายของเขายังคงไถลลงไปตามทาง เขาจับไป๋เสว่เอ๋อร์เอาไว้แน่น เขากอดเธอเอาไว้ในอ้อมแขน และอาศัยหลังกับแขนคอยปกป้องตัวเธอเอาไว้
ท้องฟ้าหมุนเป็นวงกลม และเมื่อเสียงกระแทก “ปัก” ดังขึ้น ร่างของพวกเขาทั้งสองคนก็ไปชนเข้ากับต้นไม้เล็กๆ ต้นหนึ่ง ซึ่งช่วยให้ร่างของพวกเขาทั้งสองคนหยุดนิ่ง
ไป๋เสว่เอ๋อร์ขดตัวอยู่ตรงนั้น เธอรู้สึกว่าหน้าผากของเธอนั้นร้อนเล็กน้อย เมื่อเธอเริ่มได้สติขึ้นมา เธอก็เงยหน้ามอง และมองเห็นดวงตาอันสดใสของเผยลี่เชิน
สีหน้าของเผยลี่เชินซีดเล็กน้อย “คุณปลอดภัยไหม”
“ฉันไม่เป็นไรค่ะ…” ขณะที่ไป๋เสว่เอ๋อร์กำลังพูด เธอก็รีบลุกขึ้นจากอ้อมกอดของชายหนุ่มในทันที เธอเอื้อมมือมาอังที่หน้าผาก มือของเธอมีสีแดงสดเต็มไปหมด เธอชะงักไปสักครู่ แต่แล้วเธอก็เริ่มรู้สึกเครียดขึ้นมา
นี่ไม่ใช่เลือดของเธอ!
เธอมองไปที่เผยลี่เชินด้วยความสับสน บริเวณไหล่ของเขามีบาดแผลขนาดใหญ่และยาว เผยให้เห็นเนื้ออ่อนและเลือดที่ไหลออกมาเต็มไปหมด บาดแผลนั้นดูรุนแรงและน่ากลัวทีเดียว เลือดไหลออกมาจากตรงนั้นนี่เอง!
“เผยลี่เชิน…” ไป๋เสว่เอ๋อร์รู้สึกแน่นขึ้นมาในลำคอ เสียงของเธอเริ่มสั่นเครือ “คุณ… คุณเป็นอย่างไรบ้าง…”
ตอนที่เธอไถลลงมาจากทางลาดด้านบนเมื่อสักครู่นี้ เธอรู้ตัวดีว่าเผยลี่เชินโอบกอดเธอเอาไว้ในอ้อมแขนของเขา และใช้ร่างกายของตัวเองคอยปกป้องเธอเอาไว้… เขาถึงได้บาดเจ็บเช่นนี้…
เมื่อเห็นว่าหญิงสาวมีสีหน้าที่รู้สึกหวาดกลัวและรอบดวงตาของเธอมีสีแดงเล็กน้อย เผยลี่เชินก็ยิ้มขึ้นที่มุมปาก “ผมไม่เป็นไร…”
เป็นถึงขนาดนี้จะไม่เป็นไรได้อย่างไรกัน
ไป๋เสว่เอ๋อร์รีบเอามือของตัวเองไปกดที่แผลของเขาด้วยความตื่นตกใจ จากนั้นเธอก็คิดขึ้นมาได้ว่ามือของเธอสกปรก เธอจึงรีบชักมือของเธอกลับคืนมา เมื่อไม่สามารถทำอะไรได้ ดวงตาของเธอก็มีน้ำตาเอ่อล้นออกมา
ถ้าไม่ใช่เพราะเธอแล้วล่ะก็ เผยลี่เชินก็คงไม่ต้องมาบาดเจ็บแบบนี้… ถ้าไม่ใช่เธอแล้วล่ะก็…
ไป๋เสว่เอ๋อร์กัดริมฝีปากล่างของเธอแน่น น้ำตาของเธอยังคงไหลไม่หยุด เผยลี่เชินยกมือขึ้นและใช้นิ้วของเขาปัดที่แก้มของเธอ พร้อมกับยิ้มอย่างเบาๆ และพูดว่า “ร้องไห้ทำไม บาดแผลเล็กแค่นี้ ไม่ตายหรอกน่า… แค่ก แค่ก…”
ขณะที่เขายังพูดไม่จบ ก็มีเสียงไอของเขาดังขึ้นมา ไป๋เสว่เอ๋อร์ตกใจ เธอไม่อาจจะควบคุมน้ำตาของเธอเอาไว้ได้ “คุณจะตายไม่ได้นะ… อย่าพูดเรื่องตายสิ… ฉันไม่อยากให้คุณตาย…”
ความตื่นตระหนกของเธอทำให้เธอไม่สามารถพูดด้วยน้ำเสียงที่ชัดเจนได้ เมื่อเธอเห็นชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้า กำลังบาดเจ็บและเลือดไหล แต่กลับยังมีท่าทีที่ผ่อนคลายนั้น ก็เหมือนกับว่ามีบางสิ่งกำลังบีบหัวใจเธอเอาไว้แน่น
ดวงตาของเผยลี่เชินสั่นระริก เขาค่อยๆ กุมมือเธออย่างเบามือ และตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า “ไป๋เสว่เอ๋อร์ คุณเป็นห่วงผมเหรอ”
“เป็นห่วงสิ! ยังไงก็ต้องเป็นห่วงอยู่แล้ว!” ร่างของไป๋เสว่เอ๋อร์สั่นเทาไปทั่วทั้งตัว เสียงของเธอปนไปด้วยเสียงร้องไห้เล็กน้อย “ฉันไม่อยากให้คุณต้องมาเกิดเรื่อง! ฉันอยากให้คุณพบเจอแต่สิ่งที่ดี!”
ไม่กี่วินาทีหลังจากนั้น ไป๋เสว่เอ๋อร์ก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เธอรีบคว้าโทรศัพท์มือถือจากในกระเป๋าออกมา เมื่อเธอเห็นว่าโทรศัพท์มือถือมีสัญญาณแน่ชัดแล้ว เธอก็รู้สึกตื่นเต้นไปทั่วทั้งตัว “มือถือมีสัญญาณแล้วค่ะ!”