สัญญาร้ายของประธานปีศาจ - ตอนที่ 187
บทที่ 187 ไม่มีใครตัดเส้นทางเงินตัวเอง
ทุกคนออกจากห้องประชุมด้วยการแสดงออกที่แตกต่างกัน คนที่แต่เดิมยืนมุงดูอยู่ที่ประตูถามโน่นถามนี่ ทุกคนไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์ที่ประตูห้องประชุม ทำตัวเป็นนกกระจอกแตกรัง พูดเสียงจ๊อกแจ๊กไปมา
เมื่อสักครู่เจียงหวั่นหวั่นส่ง USB ให้ก็อยู่ในห้องประชุมด้วย แต่เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเธอ เธอจึงไม่ควรถูกลงโทษ
เพียงแต่เธอเลิกคิ้วไม่ค่อยพอใจ ตอนออกจากห้องประชุมจนอดไม่ได้ที่จะเป็นเดือดเป็นร้อนแทนไป๋เสว่เอ๋อร์ “ก็เห็นๆ อยู่ว่าพวกเขาก่อเรื่องวุ่นวาย ทำไมต้องมาลงโทษเธอด้วย? ความร่วมมือมันพังก็เพราะเฒ่าหัวงูคุณอู๋ อีกอย่างคุณจางบริษัทเฮ่าทงก็บอกแล้วว่าเรื่องนี้ไม่กระทบกับความร่วมมือไม่ใช่หรือ แล้วทำไมยังลงโทษเธออีก!”
ในใจไป๋เสว่เอ๋อร์ก็รู้สึกสงสัย ถูกเผยลี่เชินลงโทษขนาดนี้ ในใจรู้สึกไม่เป็นสุข เธอหายใจเข้าลึกๆ สงบสติอารมณ์หันไปมองเจียงหวั่นหวั่นด้วยรอยยิ้ม “เขาก็คงมีเหตุผลของเขา”
เจียงหวั่นหวั่นขมวดคิ้ว “เหตุผลอะไรกัน? เขาเป็นแฟนเธอนะ ไม่ปกป้องเธอยังไม่เท่าไร แต่ยังลงโทษเธอด้วยเนี่ยซิ…”
เธอรู้สึกว่าตัวเองเสียงดังไปแล้ว จึงลดเสียงลง มองดูรอบๆ เดินไปข้างหน้าไป๋เสว่เอ๋อร์ บ่นพึมพำ “ฉันไม่ยอมหรอก…”
เผยลี่เชินอยู่ในฐานะประธานบริษัท นั่งอยูในตำแหน่งสูงสุด แม้จะมีมุมมองต่างจากพวกเขา ถ้าเขาลงโทษคนอื่น ยกเว้นไป๋เสว่เอ๋อร์ ก็หมายความว่าเธอไม่ต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ แต่หลังจากนี้ก็จะตกเป็นขี้ปากให้คนที่มีอคติคิดว่าเขาเข้าข้างถือหางไป๋เสว่เอ๋อร์
เธอเข้าใจในเหตุผลนี้ของเขา เพียงแต่เธอไม่เข้าใจว่าทำไมเผยลี่เชิถึงได้ลงโทษเธอแรงขนาดนี้ หักเงินเดือนสามเดือน แล้วยังต้องไปสำนึกผิดทำงานในห้องเก็บเอกสารหนึ่งสัปดาห์
หลังจากกลับมาถึงสำนักงานประธานบริษัท ก็ใกล้เวลาเลิกงานแล้ว ไป๋เสว่เอ๋อร์กลับถึงออฟฟิศด้วยจิตใจหดหู่ เดิมทีเพราะเรื่องอู๋หั้นหลินทำให้เธออารมณ์เสีย มาตอนนี้ยิ่งทำให้เธอไม่สบายใจมากขึ้น
ไป๋เสว่เอ๋อร์เงยหน้ามองเห็นข้อความสีเหลืองที่ติดตรงคอมพิวเตอร์ เป็นเรื่องที่ต้องทำ หนึ่งในนั้นเขียนว่า “ไปพบเสี่ยวส้ง”
เธอขมวดคิ้วหยิบโทรศัพท์มือถือโทรหาเสี่ยวส้ง ไม่นานอีกฝ่ายก็รับโทรศัพท์
“ฮัลโหล? เสี่ยวส้นคืนนี้ว่างไหม?”
อีกฝ่ายตอบรับพร้อมกับนัดเวลานัดพบกัน จากนั้นไป๋เสว่เอ๋อร์ก็วางสาย
กวาดตามองดูนาฬิกาที่แขวนอยู่บนกำแพง ซึ่งห่างจากเวลาเลิกงานไม่ถึงสิบห้านาที ไป๋เสว่เอ๋อร์เก็บข้าวของให้เข้าที่ แล้วออกจากออฟฟิศ
เธอเดินออกมาได้สามนาที เผยลี่เชินและฉีเฟิงก็กลับมา ฉีเฟิงกำลังรายงานเรื่องงานที่ข้างหูเผยลี่เชิน ทั้งสองเดินมาถึงออฟฟิศ แต่เผยลี่เชินหยุดก้าวไปชั่วขณะแล้วเดินไปอีกห้องหนึ่ง
เขาเดินไปเคาะประตู จากนั้นผลักเข้าไป
ผลักประตูเข้าไปแล้วปรากฎว่าไม่มีใครอยู่เลยสักคน เสื้อนอกก็ไม่มีเหลือเพียงไม้แขวนเสื้อ แสดงว่าไปแล้ว
เผยลี่เชินขมวดคิ้ว เธอยังกล้าโดดงาน?
หรือเป็นเพราะถูกลงโทษเมื่อสักครู่จึงโกรธ?
เผยลี่เชินกลับมามีสติ หันมาทางฉีเฟิงก่อนจะสั่งอย่างเย็นชา “เตรียมรถ”
………………
ชั้นแรกของเป่าเซิงสแควร์เป็นร้านค้าที่ตกแต่งอย่างสวยงาม ร้านค้าโดยส่วนใหญ่เป็นกระจกโปร่งใสตั้งแต่พื้นจรดเพดาน ซึ่งร้านอาหารสไตล์อเมริกันอยู่ในนั้นด้วย ไป๋เสว่เอ๋อร์นั่งข้างหน้าต่าง นานประมาณยี่สิบนาทีแล้ว
เธอนัดกับเสี่ยวส้งเป็นอย่างดี ตอนนี้ก็ถึงเวลานัดแล้ว แต่เธอก็ยังไม่มา
ไป๋เสว่เอ๋อร์ดื่มน้ำมะนาวที่บริกรยกมาให้ เห็นไฟกระพริบที่โทรศัพท์มือถือเข้ามา ซึ่งก็คือข้อความที่เผยลี่เชินส่งมาถามเธอว่า เธอไปไหน
ไป๋เสว่เอ๋อร์พิมพ์ตอบกลับไป “มีธุระ”
เธอมีธุระจริงแต่ไม่ใช่จะหลบหน้าเขาเพราะเรื่องถูกทำโทษ แต่ถ้าตามความรู้สึกเธอ เรื่องที่ถูกทำโทษก็มีผลกระทบต่อจิตใจเธออยู่บ้าง
ขณะที่เธอกำลังคิดอะไรเพลิน ก้เงยหน้ามองโดยไม่ตั้งใจเหลือบไปเห็นเงาคุ้นๆ ที่อยู่ตรงประตู เสี่ยวส้งรีบเดินมาขอโทษขอโพยเธอ
เสี่ยวส้งนั่งตรงข้ามไป๋เสว่เอ๋อร์ รีบอธิบาย “ขอโทษนะไป๋เสว่เอ๋อร์ พอดีเจอรถติด….”
รอจนเธอพูดจบ เธอรู้สึกแก้ตัวแบบนี้ดูเหมือนไม่ค่อยดี แต่ก็พูดออกมาแล้วเปลี่ยนอะไรไม่ได้ เธอจึงได้แต่ยิ้ม
เสี่ยวส้งเมื่อก่อนเป็นคนของตระกูลไป๋ ตอนที่ไป๋เสว่เอ๋อร์ไปทำงานที่ไป๋ซื่อ เสี่ยวส้งเป็นผุ้ช่วยของเธอ ช่วงที่ไป๋ซื่อประกาศล้มละลาย เธอก็อยู่ข้างไป๋เสว่เอ๋อร์ตลอดเวลา ไม่เคยบ่น คอยช่วยเหลือเธอเรื่องใหญ่ๆ
ไป๋เสว่เอ๋อร์ยิ้มให้เธอ “ไม่เป็นไร ต่อไปเรียกฉันว่าเสว่เอ๋อร์ก็พอ ในเมื่อไม่ได้ทำงานด้วยกัน แต่ก็ยังเป็นเพื่อนกันได้”
เสี่ยวส้งพยักหน้า รอยยิ้มยังคงเหมือนแต่อน
ไป๋เสว่เอ่อร์เห็นเธอในชุดทำงาน จึงถามว่า “หลังไปจากไป๋ซื่อแล้ว เธอไปอยู่ไหน?”
เสี่ยวส้งลังเลอยู่สักพัก แล้วตอบตามจริง “หลังจากไป๋ซื่อล้มละลาย ฉันก็ไปหางานอื่นทำ ไปสัมภาษณ์บริษัทมาหลายที่ งานไม่ดีบ้าง เงินเดือนน้อยบ้าง ฉันจึงอยู่บ้านประมาณเดือนกว่าๆ จากนั้นก็ไปทำงานออฟฟิศในบริษัทเล็กๆ แม้ว่าจะเหนื่อยได้เงินไม่มาก แต่ฉันก็พอใจ”
เมื่ได้ฟังเสี่ยวส้งเล่าไป๋เสว่เอ๋อร์รู้สึกละอายใจ ยื่นมือมาตีที่หลังมือเอเบาๆ “ขอโทษ ถ้าไม่ใช่เพราะตระกูลไป๋ล้มละลาย เธอก็คงไม่ลำบากแบบนี้”
“อย่าพูดแบบนี้เลย ได้ทำงานกับไป๋ซื่อก็นับว่าเป็นเกียรติแล้ว”
ทั้งสองพูดคุยสักพักก่อนจะเรียกบริกรมาสั่งอาหาร กินไปพรางพูดคุยไปพราง
พูดไปพูดมาในที่สุดก็มาถึงคำถาม “เสี่ยวส้งที่ฉันให้เธอมาพบในครั้งนี้ มีเรื่องอยากจะรบกวนเธอ”
ครั้งที่แล้วเธอได้รู้เรื่องจดหมายรายงานจากเฉียวเจิ้น เลยเดาว่าคนที่เขียนต้องเป็นคนสนิทของพ่อ ถ้างั้นลูกน้องที่น่าเชื่อถือ อีกทั้งต้องเข้าถึงไฟล์ส่วนตัวของบริษัท ดังนั้นเธอจึงมาหาเสี่ยวส้ง เพื่อสอบถามเรื่องราวพวกนี้
ไป๋เสว่เอ๋อร์เล่าเรื่องทั้งหมดให้เสี่ยวส้งฟัง เมื่อได้ฟังเธอก็เข้าใจ เธอคิดอยู่เป็นนานสองนานจึงพูดขึ้น “เมื่อก่อนคนที่ประธานไป๋ไว้วางใจมากที่สุดคือ ลูกน้องที่เป็นผู้ช่วยของเขาชื่อเกาผิง แต่จะว่าไปคนที่ไว้ใจก้ไม่น่าทำร้ายตระกูลไป๋ ถ้าแม้แต่คุณไม่เคยเห็นเอกสารมาก่อน เกาผิงก็ไม่น่าจะได้เห็นมันเหมือนกัน”
เรื่องนี้น่าจะจริง เมื่อก่อนไป๋เจิ้งตงให้ไป๋เสว่เอ๋อร์ไปทำงานที่บริษัท ด้านหนึ่งเพื่อฝึกประสบการณ์ให้เธอ อีกด้านเพราะมีเอกสารลับเฉพาะที่คนนอกจัดการไม่ได้ แต่จดหมายรายงานฉบับนั้น เธอเองก็ไม่เคยเห็น
เสี่ยวส้งเห็นเธอนิ่งไป จึงพูดต่อ “คนในบริษัทอาจมีโอกาสเอาบัญชีลับไปได้ แต่ก็คงไม่เอาไปแจ้งให้คนภายนอก เพราะถ้าบริษัทไป๋ซื่อเกิดเรื่อง พวกเขาจะได้ประโยชน์อะไร”
ไป๋เสว่เอ๋อร์พยักหน้าเห็นด้วย แม่น้ำใหญ่หากไม่มีแม่น้ำสายน้อยก็คงแห้งเหือด คงไม่มีใครคิดตัดเส้นทางเงินของตัวเอง
ลองคิดแบบนี้คนในบริษัทค่อยๆ ถูกตัดไปทีละคน
ไป๋เสว่เอ๋อร์คิดอย่างละเอียดรอบคอบ “แต่ใครที่ไม่อยู่ในบริษัทสามารถดูบัญชีส่วนตัวได้ แน่สอนว่าต้องเป็นคนใกล้ชิดคุณพ่อ”
เสี่ยวส้งลังเลก่อนถามกลับ “ถ้าไม่ใช่คนในบริษัท เป็นไปได้ไหมเป็นคนนอกบริษัท? เพื่อสนิทประธานไป๋? หรือคนสนิทชิดเชื้อ?”
คำพูดของเสี่ยวส้งสองสามประโยคทำให้ไป๋เสว่เอ๋อร์ฉุกคิด ขณะที่กำลังคิด จอโทรศัพท์มือถือสว่างขึ้น
เธอก้มลงมอง จากนั้นก็เอื้อมมือไปปิดโทรศัพท์