สัญญาร้ายของประธานปีศาจ - ตอนที่ 254
ตอนที่ 254 ช่วยเธอเอาไว้
ไป๋เสว่เอ๋อร์ก้มศีรษะลงและยิ้มอย่างเขินอาย “รุ่นพี่ชมหนูเกินไปแล้วค่ะ หนูก็แค่ทำในสิ่งที่ควรจะต้องทำให้สำเร็จก็เท่านั้นค่ะ หนูรู้สึกดีใจมากเลยค่ะ ที่ได้มีโอกาสมาร่วมงานกับบริษัทของรุ่นพี่”
ลู่เหยาพยักหน้า เขาหัวเราะเบาๆ และพูดว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้วล่ะ เดี๋ยวพวกเราไปทานข้าวด้วยกันดีกว่า ถือเสียว่าเป็นการฉลองเล็กๆ น้อยๆ ของพวกเราทั้งสองบริษัท พี่ให้เลขาของพี่จัดการจองร้านอาหารให้เรียบร้อยแล้วล่ะ”
เมื่อได้ยินดังนั้น ไป๋เสว่เอ๋อร์ก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เธอไม่รู้ว่าควรจะตอบตกลงกลับไปดีหรือไม่ ประจวบเหมาะกับที่ลู่เหยารีบเอ่ยปากพูดขึ้นมาในทันทีว่า “ไม่ต้องลังเลหรอก พวกเธออุตส่าห์มาที่บริษัทของพวกพี่ การเลี้ยงอาหารสักมื้อและรับรองดูแลพวกเธอ คือสิ่งที่ทางพวกพี่ควรจะทำอยู่แล้วล่ะ”
“ถ้าอย่างนั้น ก็ตกลงค่ะ” ไป๋เสว่เอ๋อร์ยิ้มและตกปากรับคำกลับไป
หลังจากเยี่ยมชมบริษัทอสังหาริมทรัพย์หลินวู่เรียบร้อย เวลาสำหรับทานอาหารกลางวันก็ใกล้เข้ามาแล้ว
ลู่เหยาพาทีมวางแผนทุกคนไปที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งที่เขาได้จองไว้ล่วงหน้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เมื่อไปถึงยังห้องรับรองส่วนตัว อาหารประเภทเย็นก็ถูกเสิร์ฟวางไว้อยู่บนโต๊ะแล้ว การเลี้ยงรับรองประเภทนี้นั้น ยากที่จะหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ได้ และเมื่อรวมกับความจริงที่ว่าครั้งนี้มีแค่ไป๋เสว่เอ๋อร์และโจ๋วฝันสองคนเท่านั้นที่มาที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์หลินวู่แห่งนี้ และโจ๋วฝันเองก็ไม่ใช่พนักงานของบริษัทอีกด้วย ทำให้ทุกคนบนโต๊ะนั้นต่างก็ยกแก้วเพื่อดื่มให้กับไป๋เสว่เอ๋อร์
“คุณเลขาไป๋ ผมได้ยินมานานแล้วครับว่าคุณมีความสามารถมาก และยังเป็นมือขวาของท่านประธานเผยที่มีฝีมือเก่งกาจทีเดียว วันนี้ผมได้เห็นกับตาแล้ว ก็เป็นจริงอย่างที่เขาชมกันมา พวกเรามาดื่มให้กับคุณดีกว่าครับ”
เมื่อถูกอีกฝ่ายเชิญดื่มนั้น ไป๋เสว่เอ๋อร์ก็เกิดลังเลและไม่รู้ว่าควรจะดื่มดีหรือไม่ ทันใดนั้น ก็มีเสียงของใครบางคนที่นั่งอยู่ข้างเธอดังขึ้นมาว่า “หัวหน้าหลิว วันนี้ทานอาหารกันแบบง่ายๆ เถอะ อย่าดื่มกันจะดีกว่า คุณเองก็อย่าดื่มมากนักล่ะ ตอนบ่ายยังต้องทำงานต่ออีกนะครับ”
น้ำเสียงของลู่เหยานั้นไม่ใช่การตำหนิติเตียนแต่อย่างใด แต่มันคล้ายกับการแซวกันเล่นระหว่างหมู่เพื่อนสนิท เมื่อเขาพูดออกมาแบบนี้แล้ว บรรดาทุกคนที่ร่วมโต๊ะอยู่นั้นต่างก็หัวเราะขึ้นมาในทันที
หัวหน้าหลิวรู้สึกเขินอายขึ้นมาเล็กน้อย เขาหัวเราะแห้งๆ และวางแก้วเหล้าในมือลงบนโต๊ะ “ในเมื่อประธานลู่พูดแบบนี้แล้ว ผมก็คงอดดื่มแล้วล่ะครับ ไว้ค่อยดื่มกันวันหลังดีกว่านะ”
ทุกคนบนโต๊ะต่างพูดคุยไปหัวเราะไป บรรยากาศในห้องต่างเต็มไปด้วยความสนุกสนาน เมื่อไป๋เสว่เอ๋อร์ก้มลง เธอก็เห็นว่าลู่เหยานำแก้วน้ำผลไม้มาวางไว้ที่บริเวณด้านหน้าของเธอ เธอจึงยิ้มตอบเขากลับไป
เธอรู้แก่ใจดีว่าลู่เหยาเพิ่งช่วยเธอเอาไว้จากสถานการณ์บนโต๊ะอาหารเมื่อครู่นี้
เวลาในตอนเที่ยงนั้นมีไม่มากนัก เมื่อการร่วมทานอาหารที่เรียบง่ายจบลง ก็ถึงเวลาที่ต่างคนต่างต้องแยกย้ายจากกัน
ลู่เหยาออกมาส่งไป๋เสว่เอ๋อร์ที่บริเวณด้านนอกของร้านอาหาร พร้อมกับยิ้มให้หญิงสาว “เสว่เอ๋อร์ ตอนบ่ายพวกเรายังต้องทำงานกันต่อ ไว้รอให้สุดสัปดาห์มาถึง แล้วพวกเราสองคนนัดมาเจอมาคุยเล่นกันนะ”
ไป๋เสว่เอ๋อร์ยิ้มและพยักหน้า “ได้เลยค่ะ รุ่นพี่ สำหรับอาหารเมื่อสักครู่นี้ ต้องขอขอบคุณรุ่นพี่มากเลยนะคะ”
“ขอบคุณอะไรกันเล่า” ขณะที่ลู่เหยาพูดอยู่นั้น เขาก็ยกมือขึ้นมาและลูบหัวของไป๋เสว่เอ๋อร์ด้วยความอ่อนโยน สายตาของเขานั้นเต็มไปด้วยความรักและความเอ็นดู
“เสว่เอ๋อร์เหรอ”
ทันใดนั้น ก็มีเสียงเสียงหนึ่งดังขึ้นมา ไป๋เสว่เอ๋อร์ชะงักไปครู่หนึ่ง เธอหันหลังกลับไปมองยังที่มาของเสียงเสียงนั้น และเธอก็เห็นคุณแม่ไป๋ที่กำลังเดินมาหาเธอ พร้อมด้วยสีหน้าที่ไม่แน่ใจนัก
“แม่ แม่มาอยู่ที่นี่ได้ยังไงคะ”
คุณแม่ไป๋รีบเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าหญิงสาว สายตาของเธอจ้องมองไปที่ลู่เหยาอยู่ครู่ใหญ่ “แม่กับน้าหรงมาทานข้าวด้วยกันที่นี่ ไม่คิดว่าพอลงจากรถจะมาเจอลูกเข้า คนนี้คือ…หนูลู่เหยาหรือเปล่าจ๊ะ”
ลู่เหยาโค้งให้กับคุณแม่ไป๋เบาๆ พร้อมกับทักทายคุณแม่ไป๋อย่างสนิทสนม “คุณป้า สวัสดีครับ ไม่เจอกันเสียนานเลย”
เมื่อคุณแม่ไป๋ได้ยินดังนั้น ดวงตาของเธอก็ลุกเป็นประกายขึ้นมาในทันที “หนูลู่เหยาจริงๆ ด้วย! พวกเราไม่ได้เจอกันมานานหลายปีแล้วนะเนี่ย ทำไมถึงไม่บอกป้าล่ะว่าหนูกลับมาที่เขตไห่เฉิงแล้ว เจ้าลูกชายคนนี้นี่ รูปหล่อปานเทวดาเสียจริงๆ !”
สมัยเรียนมหาวิทยาลัย เวลาที่ไป๋เสว่เอ๋อร์ต้องออกไปร่วมการแข่งขันกับบรรดารุ่นพี่ทั้งผู้หญิงผู้ชายนั้น คุณพ่อคุณแม่ก็จะไปร่วมทานอาหารกับพวกรุ่นพี่ด้วยกันเสมอ ในตอนนั้น คุณแม่ไป๋ชื่นชอบรุ่นพี่ลู่เหยาเป็นพิเศษ เธอมักจะคอยจับคู่เขากับไป๋เสว่เอ๋อร์อยู่ตลอดเวลา แต่เธอก็คาดไม่ถึงว่า เมื่อลู่เหยาเดินทางไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศในภายหลัง ไป๋เสว่เอ๋อร์จะหันมาคบกับเผยอี้เสียได้ คุณแม่ไป๋ก็เลยไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้อีก
ลู่เหยายิ้มและมองไปที่ไป๋เสว่เอ๋อร์ พร้อมกับตอบกลับคุณแม่ไป๋อย่างอ่อนโยนว่า “คุณป้าก็ชมเกินไปแล้วครับ”
“ไม่เกินไปหรอกจ้ะ แล้วนี่พวกเธอสองคนกำลังทำอะไร….” คุณแม่ไป๋ยิ้มขึ้นมาอย่างมีเลศนัย ระหว่างที่มองหนุ่มสาวทั้งสองคน
ลู่เหยาอธิบายอย่างค่อยเป็นค่อยไปว่า “บริษัทของพวกผมมีโอกาสได้มาร่วมงานกับบริษัทของเสว่เอ๋อร์ในช่วงนี้ และเสว่เอ๋อร์ก็เป็นคนที่มาดูแลรับผิดชอบในส่วนนี้ครับ”
“ดีๆ ๆ นี่มันเยี่ยมไปเลยจ้ะ” คุณแม่ไป๋พยักหน้าครั้งแล้วครั้งเล่า “หนูลู่เหยา หนูต้องหาวันมาทานข้าวที่บ้านเราให้ได้นะ! ป้าล่ะชอบคุยกับหนูที่สุดเลยล่ะ!”
“ได้ครับ ไว้วันไหนที่คุณป้ากับเสว่เอ๋อร์ว่าง ผมจะต้องไปเยี่ยมที่บ้านอย่างแน่นอนครับ”
ไป๋เสว่เอ๋อร์รีบดันคุณแม่ไป๋ในทันที “เอาล่ะ แม่ แม่รีบไปทานข้าวเถอะค่ะ น้าหรงรอแม่จะแย่อยู่แล้ว”
“ได้ งั้นแม่ไปก่อนนะ พวกลูกสองคนก็คุยกันต่อเถอะ แม่ไม่รบกวนพวกลูกแล้ว”
คุณแม่ไป๋ยิ้มให้กับลูกสาว จากนั้นเธอก็หันหลังและเดินจากไป
เมื่อคุณแม่ไปเดินจากไป ไป๋เสว่เอ๋อร์ก็ยิ้มให้กับลู่เหยาอย่างช่วยไม่ได้ “ขอโทษด้วยนะคะ แม่เขาก็เป็นแบบนี้แหละ”
ลู่เหยายิ้ม “ไม่หรอกครับ ตอนนี้ก็สายมากแล้ว คุณยังต้องเข้างานช่วงบ่ายอีก รีบไปเถอะครับ”
ไป๋เสว่เอ๋อร์พยักหน้า และโบกมือลาชายหนุ่ม จากนั้นเธอก็หันหลังและเดินขึ้นรถไป
ทันทีที่กลับมาถึงบริษัท ก็เป็นเวลาเข้างานในช่วงบ่ายพอดิบพอดี ไป๋เสว่เอ๋อร์กำลังยืนรอลิฟต์เหมือนเคยอยู่ที่ชั้นล่างของอาคาร เมื่อเธอเดินเข้าไปในลิฟต์นั้น ก็มีคนจำนวนไม่น้อยรีบเดินเข้ามาเช่นกัน ขณะที่เธอกำลังมองประตูลิฟต์ที่กำลังจะปิดลงนั้น จู่ๆ ก็มีร่างสูงใหญ่ของใครบางคนปรากฏขึ้นที่หน้าประตูลิฟต์เข้า
ประตูลิฟต์เปิดออกอีกครั้งหนึ่ง เผยอี้เดินเข้ามาในลิฟต์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียดและเยือกเย็น บรรดาคนที่ยืนอยู่ด้านข้างต่างพากันขยับทีละเล็กทีละน้อย เพื่อให้มีที่ว่างพอสำหรับเขา
“สวัสดีค่ะ ท่านรองประธานเผย”
มีพนักงานบางส่วนทักทายเผยอี้ แต่เขากลับทำเหมือนไม่ได้ยินเสียงอะไรทั้งนั้น และไม่คิดแม้แต่จะพยักหน้าตอบรับเลยสักนิดเดียว
“ติ๊ง……..”
ประตูลิฟต์เปิดออก เผยอี้รีบเดินออกไปจากลิฟต์ จากนั้นในไม่ช้า เมื่อถึงชั้นสำนักงานของประธานบริษัท ก็มีคนจำนวนไม่น้อยเดินออกไปเช่นกัน
ที่ด้านหน้าของไป๋เสว่เอ๋อร์ มีพนักงานหญิงสองคนที่เป็นเพื่อนร่วมงานกันกำลังเดินอยู่ พวกเธอทั้งคู่ค่อยๆ เขยิบเข้ามาใกล้กัน และกระซิบกระซาบอะไรบางอย่าง
“สีหน้าของรองประธานเผยดูแย่เอามากๆ เลยล่ะแก เหมือนกับไปติดหนี้ใครมาหลายล้านหยวนอย่างนั้นแหละ”
“มันจะไม่แย่ได้ยังไงล่ะแก! ก็ดูเรื่องที่ยัยจินจิงจิงโดนแฉไปทั่วออนไลน์ตอนนี้สิ! เขาจะอารมณ์ดีได้ยังไงกันล่ะ เพื่อนฉันเล่าให้ฟังว่าตอนที่เรื่องมันแดงออกมานะ เขาก็โมโหจัดเหมือนสายฟ้าฟาดดังโครมอยู่ในห้องทำงานพอดี แถมยังสั่งให้ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของบริษัทปิดข่าวพวกนั้นเอาไว้ด้วยนะ แต่คาดไม่ถึงว่า นอกจากจะปิดข่าวนั้นไม่ได้แล้ว มันก็ยิ่งร้ายแรงและรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย!”
“นี่มันไม่ปกติแล้วนะ! ทำไมถึงปิดข่าวไว้ไม่ได้กันล่ะ”
“ใครจะไปรู้เล่า! ก็คงมีคนอยากเล่นงานเขานั่นแหละ!”
ทันทีที่พนักงานหญิงทั้งสองคนนั้นเดินห่างออกไปไกล ไป๋เสว่เอ๋อร์ก็ไม่ได้ยินเรื่องที่พวกเธอกำลังคุยกันอีกต่อไป
ขาของเธอหยุดชะงักลง และยืนนิ่งอยู่ที่เดิม เมื่อหวนนึกย้อนไปถึงภาพของเผยอี้ที่เห็นเมื่อตอนที่เขาอยู่ในลิฟต์เมื่อครู่นี้นั้น เขาดูคล้ายกับคนที่โกรธจัดอยู่ตลอดเวลาและพร้อมที่จะต่อยคนได้ทุกเมื่อ ร่างกายของเขาตั้งแต่หัวจรดเท้านั้น มีแต่รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมา
ความจริงแล้ว ความนิยมในกระแสข่าวของจินจิงจิงไม่ได้ลดน้อยลงเลยในช่วงสองวันที่ผ่านมานี้ และข่าวฉาวของเธอก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และเรื่องนี้ดูไม่มีท่าว่าจะหยุดหรือสงบลงเลยแม้แต่น้อย แต่จะว่าไปแล้ว คนระดับเผยอี้ที่มีทั้งกำลังและความสามารถมากพอ ถ้าเขาคิดที่จะทำล่ะก็ พวกความคิดเห็นสาธารณะในโลกออนไลน์แบบนี้จะต้องถูกจัดการให้หายวับไปในพริบตาได้อย่างแน่นอน
หรือว่ามีคนคิดที่จะเล่นงานเขาจริงๆ ล่ะ แต่คนที่สามารถจัดการคนของเขาได้อย่างอยู่หมัดขนาดนี้ เกรงว่าจะมีอยู่แค่ไม่กี่คนที่สามารถทำแบบนั้นได้…
หรือว่าเรื่องนี้จะเป็นฝีมือของเผยลี่เชินกัน
ความคิดนี้แล่นผ่านขึ้นมาภายในหัวของไป๋เสว่เอ๋อร์แวบหนึ่ง เธอชะงักไปชั่วครู่ และรีบเดินกลับไปยังห้องทำงานของตัวเอง หลังจากที่เธอจัดเรียงบันทึกการประชุมในช่วงเช้าให้เป็นระเบียบเรียบร้อยแล้ว เธอก็ส่งบันทึกพวกนั้นไปให้เผยลี่เชินเพื่อตรวจดู
“การเจรจาในช่วงเช้าที่ผ่านมาถือว่าราบรื่นดีค่ะ ทางฝั่งนั้นบอกว่าพรุ่งนี้จะให้ผู้ที่ดูแลรับผิดชอบโครงการนี้ของทางบริษัทเข้ามาที่บริษัทของเราเพื่อพบปะพูดคุยกันค่ะ และเพื่อความยุติธรรมระหว่างทั้งสองฝ่าย การพูดคุยกับระหว่างบุคคลผู้ดูแลรับผิดชอบโครงการนี้จะจัดขึ้นทั้งที่บริษัทของเราและบริษัทของพวกเขาสลับกันค่ะ เพื่อสร้างความมั่นใจในเรื่องของความยุติธรรม และการวางแผนที่ทั้งเปิดกว้างและโปร่งใสค่ะ”
ขณะที่กำลังฟังไป๋เสว่เอ๋อร์รายงานผลการเจรจาอยู่นั้น เผยลี่เชินก็พลิกเอกสารที่อยู่ในมือ และพยักหน้า “เยี่ยมมากครับ ก็เอาตามนี้ก็แล้วกัน”
“ได้ค่ะ ถ้าอย่างนั้นฉันจะโทรกลับไปยืนยันตกลงเลยนะคะ” ไป๋เสว่เอ๋อร์พยักหน้าตอบรับ
เธอมองไปที่เผยลี่เชิน และมีท่าทีลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้าย เธอก็อดใจไม่ไหวที่จะกระซิบถามชายหนุ่มเบาๆ ว่า “เรื่องที่คนกำลังพูดถึงไม่หยุดในช่วงสองถึงสามวันมานี้… ใช่ฝีมือของคุณหรือเปล่าคะ”
เธอเชื่อมั่นว่า ถ้าหากเผยลี่เชินคิดที่จะเล่นงานเผยอี้จริงๆ แล้วล่ะก็ เขามีความสามารถเต็มที่พร้อมที่จะกำราบเผยอี้แน่นอน และทั่งทั้วเขตไห่เฉิงนี้ มันยากมากที่จะหาคนที่มีความสามารถและมีอิทธิพลมากขนาดนั้นมาเทียบเคียงด้วยได้