สัญญาร้ายของประธานปีศาจ - ตอนที่ 336
ตอนที่ 336 เขาอยู่เบื้องหลัง
ผ่านไปไม่กี่นานที ไป๋เสว๋เอ่อร์ได้รับข้อความกลับระหว่างออกจากลิฟต์ “ว่างซิ พวกเรามาเจอกัน?”
ไป๋เสว่เอ๋อร์เดินทางไปตามสถานที่และเวลาที่นัดหมาย ซึ่งเป็นเวลาอาหารพอดี ลู่เหยาจึงนัดเจอกันที่ร้านอาหารเล็กๆ แห่งหนึ่ง
ไป๋เสว่เอ๋อร์มาถึงสถานที่นัดพบ บริกรก็เชิญเธอไปที่ชั้นสอง ซึ่งลู่เหยานั่งรออยู่บริเวณริมหน้าต่าง
ฝ่ายชายสวมเสื้อสเวตเตอร์คอเต่าสีเทา กำลังนั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง แม้แต่สายตาของเขาก็มีความอบอุ่นที่อธิบายไม่ได้ปรากฏอยู่
ไป๋เสว่เอ๋อร์หายใจเข้าลึก เดินไปข้างหน้าทักทายเขา “รุ่นพี่ลู่”
เมื่อลู่เหยาได้ยินเสียงจึงหันศีรษะมาเล็กน้อย ยิ้มน้อยๆ ปรากฏอยู่ใต้ดวงตาของเขา และพูดทันทีว่า “เสว่เอ๋อร์ ข้างนอกหนาวมาก ดื่มน้ำชาอุ่นๆ ก่อนนะ ร่างกายจะได้อุ่นขึ้น”
เขารินน้ำชาด้วยความตั้งใจ จากนั้นก็ส่งเมนูให้กับเธอ “ดูซิ…ว่าอยากกินอะไร?”
ไป๋เสว่เอ๋อร์ยิ้มที่มุมปาก แต่กลับไม่มีกะจิตกะใจ แม้ว่าบรรยากาศภายในร้านอาหารจะดีทุกอย่าง แต่ตอนนี้จิตใจของเธอเต็มไปด้วยความสงสัยจนทำให้เธอไม่มีอารมณ์คิดถึงเรื่องอื่น
ไป๋เสว่เอ๋อร์ส่งเมนูคืนให้ลู่เหยา พร้อมกับพูดเบาๆ “รุ่นพี่สั่งเถอะ”
เมื่อเห็นเธอไม่สบายใจ ลู่เหยาเองก็มีคิดจะรบเร้า หลังจากถามไป๋เสว่เอ๋อร์เรื่องอาหารแล้ว เขาก็สั่งอาหารตามแบบฉบับที่คุ้นเคย
หลังจากที่บริกรจากไป มือของไป๋เสว่เอ๋อร์กุมถ้วยน้ำชาแน่น เงยหน้ามองลู่เหยาและถามอย่างลึกซึ้งว่า “รุ่นพี่ พี่รู้ใช่ไหมว่าฉันนัดพี่ออกมาด้วยจุดประสงค์อะไร?”
เมื่อพูดคุยเรื่องที่เป็นทางการ สีหน้าของลู่เหยาก็ดูจริงจังเช่นกัน เขาพยักหน้าแล้วพูดตรงๆ ว่า “เรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นมันไม่ได้ราบรื่นเหมือนอย่างที่เธอคิด แต่เรื่องเกี่ยวกับเผยลี่เชินและพ่อของเธอ ก็สืบไปได้มากแล้ว”
ไป๋เสว่เอ๋อร์รู้สึกตื่นเต้น เธอหายใจลึก รอลู่เหยาพูดต่อ
ลู่เหยาก้มหน้าพูดด้วยเสียงเข้ม “เมื่อสามวันก่อนก่อนที่จะเกิดเรื่องกับพ่อของเธอ เผยลี่เชินไปหาพ่อเธอที่เรือนจำ แล้วเกิดมีปากเสียงกัน”
ไป๋เสว่เอ๋อร์ขมวดคิ้ว จิตใจของเธอเกิดความรู้สึกที่พูดไม่ถูก เธอยังคงฟังเสียงของลู่เหยาต่อไป
“แต่เรื่องนี้ก็บอกอะไรชัดเจนไม่ได้ ที่สำคัญคือวันที่พ่อเธอเกิดเรื่อง มีคนไปพบผู้คุมเรือนจำ คืนวันนั้นตำรวจประจำเรือนจำที่รับผิดชอบดูพ่อของเธอถูกปลดออก”
“อะไรนะ?” ไป๋เสว่เอ๋อร์มองไปที่ลู่เหยาพร้อมน้ำเสียงอย่างไม่น่าเชื่อ กำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว “ใครที่ไปพบผู้คุมเรือนจำ”?
ลู่เหยาขมวดคิ้วเข้ม หลังจากเงียบไปสักครู่ในที่สุดเขาก็พูด “คนของเผยลี่เชิน”
ไป๋เสว่เอ๋อร์ตกตะลึง ชั่วขณะนั้นแทบไม่อยากเชื่อหูของตัวเอง เป็นเผยลี่เชินได้อย่างไร? ทำไมเป็นเขาได้!”
ทำไมเขาต้องปิดบังเธอ ไม่เคยเอ่ยปากบอกเธอทั้งเรื่องไปพบพ่อของเธอ อีกทั้งเรื่องส่งคนไปพบผู้คุมเรือนจำ
ทั้งสงสัยและไม่แน่ใจ ไป๋เสว่เอ๋อร์หายใจลึก เงยหน้ามองลู่เหยาพร้อมกับถามย้ำอีกครั้ง “ใช่คนของเผยลี่เชินจริงๆ?”
“อืม” ลู่เหยาพยักหน้ารับ จากนั้นเขาก็หยิบรูปภาพจากกระเป๋า วางไว้บนโต๊ะแล้วดันให้ไปอยู่ตรงหน้าไป๋เสว่เอ๋อร์ “นี่เป็นภาพจากหน้าจอที่จับไว้ได้ เมื่อตรวจสอบตัวตนของคนคนนี้ เขาเป็นลูกน้องที่ทำงานให้เผยลี่เชินมาแล้วหลายปี ชื่อเฉิงหอง
ชายในภาพกำลังพูดคุยกับตำรวจเรือนจำในเครื่องแบบ อายุประมาณสามสิบกว่าๆ มีหนวดเครา ดูแล้วไม่น่าจะเป็นคนดีสักเท่าไร
ลู่เหยาพูดเบาๆ “ถ้าเธอรู้สึกว่าต้องการตรวจสอบข้อเท็จจริง ก็ลองไปสืบดูว่าเผยลี่เชินมีลูกน้องคนนี้อยู่ไหม ส่วนภาพนี้พี่ให้เธอ”
มองดูภาพที่อยู่บนโต๊ะ สองมือของไป๋เสว่เอ๋อร์รู้สึกสั่นไหวเล็กน้อย เรื่องดำเนินมาถึงนี้แล้ว ลู่เหยาคงไม่โกหกเธอแน่น
“เรื่องระหว่างพวกเขาฉันเองก็ไม่รู้แน่ชัด ส่วนผู้คุมเรือนจำก็เป็นคนปากแข็ง อยากถามอะไรจากปากของเขา ก็คงหมดหวัง”
ไป๋เสว่เอ๋อร์ได้ยินดังนั้น ก็เก็บรูปภาพที่อยู่บนโต๊ะไว้ เธอมีแผนอยู่ในใจเรียบร้อยแล้ว
เธอหายใจลึก ค่อยๆ สงบสติอารมณ์ “รุ่นพี่ ยังมีอย่างอื่นอีกไหม?”
ริมฝีปากของลู่เหยาขยับเล็กน้อย ลังเลเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ “ตอนนี้ฉันกำลังสืบเรื่องคดีล้มละลายของตระกูลไป๋อยู่ ดูท่ายังไม่สืบไม่ได้อะไร เวลาก็เนิ่นนานแล้วจนสืบยาก ตอนนี้ยังไม่มีความคืบหน้าอะไร”
ฟังเรื่องคดีล้มละลายของตระกูลไป๋ที่เขาพูดขึ้น ทำให้ไป๋เสว่เอ๋อร์รู้สึกเจ็บปวดใจ นับตั้งแต่ตระกูลไป๋เกิดเรื่อง ดูเหมือนเธอจะไม่เคยได้เจอเรื่องดีๆ อะไรเลย ตอนนี้การตายของพ่อก็ยังเป็นปริศนา ครอบครัวตระกูลไป๋ในเมืองไห่เฉิง ก็แตกสลาย….
ไป๋เสว่เอ๋อร์เจ็บปวดใจเงยหน้ามองลู่เหยาที่อยู่ตรงหน้า อดพูดไม่ได้ “รุ่นพี่ ฉันขอบคุณพี่มากสำหรับเรื่องนี้”
ถ้าไม่ใช่เขา ก็ไม่มีคนที่จะช่วยเหลือเธอได้สักคนเดียว
ลู่เหยาส่งสายตาที่อบอุ่นอ่อนโยนให้หลังจากได้ยินเธอพูด ขณะที่เขากำลังจะพูด บริกรก็ยกอาหารมาให้พอดี
สิ่งที่เขาอยากได้จากเธอไม่ใช่คำขอบคุณ แต่เป็นใจของเธอต่างหาก
อาหารเต็มโต๊ะ ควันจากความร้อนขึ้นมาบดบังสายตาของลู่เหยา เขาหายใจลึก คำพูดที่เขาอยากพูดเมื่อสักครู่ถูกกลืนเข้าสู่ลำคอ
“เสว่เอ๋อร์ กินตอนร้อนๆ นะถึงจะดี”
ไป๋เสว่เอ๋อร์พยักหน้า หยิบตะเกียบขึ้นมา แต่ในใจกลับยุ่งเหยิง ในสมองคิดไปคิดมาถึงแต่คำพูดที่พวกเขาพูดคุยกันเมื่อสักครู่
เธอยังคงสงสัยว่าเผยลี่เชินส่งลูกน้องไปพบผู้คุมเรือนจำเพื่อพูดคุยเรื่องอะไรกัน แต่เรื่องนี้นับตั้งแต่ต้นจนจบก็เกี่ยวข้องกับเผยลี่เชิน
หลังจากกินอาหารไปด้วยคิดไปด้วยเสร็จแล้ว ลู่เหยาดูออกว่าไป๋เสว่เอ๋อร์ไม่ได้สติในการกิน เขาจึงเสนอว่า “เสว่เอ๋อร์ ฉันไปส่งเธอละกัน?”
สายตาของไป๋เสว่เอ๋อร์ตื่นตัวเล็กน้อย เมื่อได้ยินเขาพูด เธอยิ้มที่มุมปากให้เขา แล้วพูดเบาๆ “รุ่นพี่ ไม่ต้องลำบากไปส่งหรอก เดี๋ยวฉันเรียกรถกลับได้”
ลู่เหยาพยักหน้าด้วยสายตาที่รู้สึกผิดหวัง ทำได้แค่ส่งเธอที่ประตูด้วยความใส่ใจ แล้วดูเธอขึ้นรถจากไป
ไป๋เสว่เอ๋อร์นั่งรถ รู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว
แล้วจู่ๆ โทรศัพท์มือถือก็สั่นขึ้น “เผยลี่เชิน” ชื่อนี้ขึ้นอยู่บนหน้าจอ ไป๋เสว่เอ๋อร์ใจสั่น ความรู้สึกหวาดกลัวเกิดขึ้นในใจเธอตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ เธอตัดสายเขาทิ้งโดยไม่ลังเล
น้ำตาไหลพร้อมเสียงสะอื้นไห้
ตอนแรกเธอหวังว่าเรื่องนี้จะไม่เกี่ยวกับเผยลี่เชิน แต่หลักฐานที่ปรากฏ ไม่เพียงแต่เผยลี่เชินจะเกี่ยวข้องกับเรื่องพ่อของเธอ ไม่แน่ว่าเขาอาจเป็นคนอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้
แต่เหล่านี้เป็นเพียงแค่การคาดเดา ซึ่งทุกอย่างต้องได้รับการพิสูจน์ด้วยข้อเท็จจริง
ไป๋เสว่เอ๋อร์หยิบรูปภาพออกจากกระเป๋า จ้องมองชายในภาพด้วยสายตาเย็นชา
ในเมื่อเผยลี่เชินไม่ยอมบอกเรื่องนี้กับเธอ งั้นเธอก็ต้องไปสืบด้วยตัวเอง และจุดเริ่มต้นของการสืบ ก็ต้องเริ่มจากชายในภาพคือเฉิงหอง
กลับมาถึงคฤหาสน์ ไป๋เสว่เอ๋อร์เข้าบ้านเห็นป้าจางออกมาทักทายด้วยสีหน้าเป็นห่วง “คุณไป๋ คุณกลับมาแล้ว คุณผู้ชายหาคุณไม่เจอ จึงโทรศัพท์กลับบ้าน”
ไป๋เสว่เอ๋อร์ทั้งสีหน้าและน้ำเสียงเย็นชา “บอกเขาด้วย นับจากนี้ไปไม่ต้องมายุ่งเรื่องของฉันอีก”
พูดจบเธอก็เดินขึ้นไปข้างบนกลับห้องของเธอ
ป้าจางตะลึง คิดไม่ถึงว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองจู่ๆ ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่หลวงขนาดนี้ หลังจากลังเลเธอก็หันกลับนำคำพูดเมื่อสักครู่ไปบอกเผยลี่เชิน
เผยลี่เชินได้ยินคำพูดนั้นจากในโทรศัพท์ จึงสั่งด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “ป้าจาง ดูเธอให้ดีนะ อย่าให้เธอหนีออกจากบ้านไปได้!”