สัญญาร้ายของประธานปีศาจ - ตอนที่ 398
ตอนที่ 398 คิดจะทำอะไรกันแน่
สีหน้าของเจียงอวี่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก “เฮ้ย…พวกคุณคิดจะทำอะไรกันแน่!”
มือที่วางอยู่ข้างลำตัวค่อยๆ กำแน่นขึ้นมา จากนั้น เผยลี่เชินก็พูดออกไปด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นว่า “ขอโทษออกมาซะ!”
ถ้าเกิดว่าวันนี้ไม่ใช่เพราะเขารู้สึกไม่ไว้วางใจ จึงตัดสินใจแอบตามพวกเธอมาเป็นพิเศษแบบนี้ล่ะก็ เขาก็คงจะไม่รู้เลยสักนิดว่าภรรยาและลูกของเขากำลังถูกคนอื่นทำร้ายอยู่ที่ข้างนอกนี่!
ในที่สุด เจียงอวี่ก็รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา เขาขยิบตาให้กับผู้หญิงวัยกลางคนนั้น “แม่ครับ……”
แต่ทว่าผู้หญิงคนนั้นยังคงดูไม่ออกว่าใครถือไพ่เหนือกว่า “ทำไมพวกเราจะต้องขอโทษผู้หญิงคนนั้นด้วย!”
“เพราะเธอมาที่นี่เพื่อขอโทษพวกคุณอย่างจริงใจ แต่นอกจากคุณจะปฏิเสธไม่ยอมรับคำขอโทษของเธอแล้ว เธอยังถูกพวกคุณทำร้ายอีกด้วย แล้วคุณคิดว่าคุณควรขอโทษไหมล่ะ สิ่งที่คุณแม่ของเธอทำไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเธอเลยสักนิด ถึงแม้ว่าพวกคุณจะโกรธคุณแม่ของเธอมากแค่ไหน พวกคุณก็ไม่ควรมาลงที่เธอ!”
คำพูดอันทรงพลังที่ถูกกล่าวออกมาอย่างมีจังหวะจะโคนเหล่านั้น ทำให้เจียงอวี่และผู้หญิงวัยกลางคนคนนั้นได้แต่นิ่งเงียบและพูดอะไรไม่ออก แม้แต่บรรดาเพื่อนบ้านที่ยืนมุงล้อมรอบอยู่นั้นต่างก็พยักหน้าเห็นด้วย
ในท้ายที่สุดแล้ว พวกเขาเป็นฝ่ายผิด เจียงอวี่รู้ตัวและเข้าใจในสถานการณ์ดี เขาจึงรีบก้าวออกไปข้างหน้า และมองไปที่ไป๋เสว่เอ๋อร์ พร้อมกับเอ่ยปากพูดออกไปอย่างแผ่วเบาว่า “ขอโทษด้วยนะ วันนี้พวกเราเป็นฝ่ายที่ผิดเอง”
ถึงแม้ว่าคุณแม่ของเจียงอวี่ที่ยืนอยู่ด้านข้างจะไม่เต็มใจนัก แต่ท้ายที่สุดแล้ว เธอก็ยอมขอโทษแต่โดยดี
ไป๋เสว่เอ๋อร์ส่ายศีรษะ และไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก
หลังจากที่ฝูงชนแยกย้ายกันไปเรียบร้อยแล้ว เจียงอวี่และผู้หญิงวัยกลางคนคนนั้นก็เดินจากไป จากนั้น เผยลี่เชินจึงหันกลับไปมองไป๋เสว่เอ๋อร์และห้าวเจ๋อน้อย “พวกคุณไม่เป็นอะไรใช่ไหม”
“ไม่เป็นไรค่ะ” ไป๋เสว่เอ๋อร์นิ่งไปครู่หนึ่ง จากนั้น เธอก็เอ่ยปากถามออกไปว่า “คุณมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงกัน”
เผยลี่เชินเอ่ยปากพูดขึ้นมาอย่างแผ่วเบา “ผมรู้สึกไม่สบายใจ ผมก็เลยตามคุณมาที่นี่ด้วย”
เมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าของไป๋เสว่เอ๋อร์ก็ดูเคร่งเครียดขึ้นมาเล็กน้อย “ฉันไม่หนีคุณไปหรอกค่ะ”
“ผมไม่ได้กลัวคุณหนีไป” เผยลี่เชินรีบเอ่ยปากอธิบายในทันที “ผมแค่เป็นห่วงคุณกับเสี่ยวเจ๋อน่ะ”
ไป๋เสว่เอ๋อร์นิ่งเงียบและไม่ยอมพูดอะไร จากนั้น เธอก็อุ้มเสี่ยวเจ๋อและเดินไปขึ้นรถในทันที หลังจากที่เธออุ้มเสี่ยวเจ๋อเข้าไปนั่งในรถได้แล้ว ขณะที่เธอกำลังจะขึ้นรถนั้น จู่ๆ เธอก็ถูกใครบางคนดึงเอาไว้ในทันที เมื่อเธอหันกลับไปมอง เธอก็เห็นว่าเผยลี่เชินกำลังจ้องมองมาที่เธอด้วยสีหน้าที่ดูจริงจังอย่างพอดิบพอดี
“ผมมีเรื่องอยากจะคุยกับคุณ”
ไป๋เสว่เอ๋อร์รู้สึกลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้น เธอก็ย่อตัวลงและยิ้มให้กับห้าวเจ๋อน้อย “เสี่ยวเจ๋อจ๊ะ หนูรอหม่าม้าอยู่ในรถก่อนนะ”
หลังจากพูดจบ เธอก็ปิดประตูรถ และมองไปที่เผยลี่เชิน พร้อมกับเอ่ยปากถามออกไปว่า “คุณมีเรื่องอะไรอยากจะพูดกับฉันเหรอคะ”
เผยลี่เชินพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “หลังจากนี้เป็นต้นไป คุณไม่ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของคุณแม่คุณอีก”
ภายในหัวใจของไป๋เสว่เอ๋อร์รู้สึกบีบแน่นขึ้นมา จากนั้น เธอก็ขมวดคิ้วและเอ่ยปากถามกลับไปว่า “คุณหมายความว่ายังไง”
เผยลี่เชินพูดด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำว่า “ตอนนี้คุณแม่ของคุณมีครอบครัวและมีชีวิตเป็นของตัวเองแล้ว คุณเองก็เช่นกัน คุณไม่จำเป็นต้องแบกรับความทุกข์ทรมานเพื่อแม่ของคุณขนาดนี้อีกต่อไป”
“คุณกำลังหมายความว่าถึงแม้ว่าแม่ของฉันจะทำไม่ดี หรือว่าเกิดเรื่องร้ายแรงอะไรกับเธอขึ้นมาก็ตาม ฉันก็ควรที่จะนั่งเฉยๆ และไม่สนใจอะไรเลยอย่างนั้นใช่ไหมคะ”
เผยลี่เชินยกมือขึ้นมา และวางลงไปที่ไหล่ของหญิงสาวอย่างเบามือ “แบบนี้จะเป็นการดีกับทั้งตัวคุณและเสี่ยวเจ๋อมากกว่านะ ถ้าเกิดว่าวันนี้ผมไม่ได้ตามคุณมาด้วยแล้วล่ะก็ คุณเคยคิดบ้างไหมว่าอะไรจะเกิดขึ้น”
ไป๋เสว่เอ๋อร์ปัดมือของเขาออกไป “ไม่ว่ายังไงก็ตาม เธอก็คือคุณแม่ของฉัน ถ้าฉันไม่ดูแลแม่ของตัวเอง แล้วจะให้ใครคอยมาดูแลเธอกัน”
เผยลี่เชินขมวดคิ้ว จากนั้น เขาก็เสียงดังขึ้นเล็กน้อย “ไป๋เสว่เอ๋อร์ ตลอดเวลาหกปีที่คุณหายไป คุณแม่ของคุณมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ไม่ดีอย่างนั้นเหรอ มันไม่ใช่ว่าเมื่อใครสักคนจากไป คนที่เหลือจะไม่สามารถมีชีวิตต่อไปได้เสียหน่อย คุณแม่ของคุณไม่ได้ต้องการให้คุณคอยวิ่งไปทั่วและจัดการเรื่องต่างๆ ให้เธอแบบนี้หรอกนะ”
ในตอนนั้น ไป๋เสว่เอ๋อร์รู้สึกว่าหัวใจของเธอราวกับถูกใครบางคนทำให้มันกลายเป็นน้ำแข็งที่ช่างเย็นเยือกจากข้างใน เธอรู้ดีว่าเผยลี่เชินเป็นคนที่เย็นชา แต่กลับคาดไม่ถึงว่าเขาจะเป็นคนไร้หัวใจและห้ามไม่ให้ตัวเธอนั้นไปดูแลแม่ของเธอเอง!
“ถูกต้องค่ะ เมื่อใครสักคนได้จากไปแล้ว คนที่เหลือก็ต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป แล้วคุณจะพยายามแทบตายขนาดนั้นเพื่อให้ฉันกับห้าวเจ๋อน้อยมาอยู่ข้างคุณทำไมกันคะ” เธอจ้องมองลึกลงไปที่ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้าของเธอ พร้อมกับลดเสียงและพูดว่า “เผยลี่เชิน ฉันไม่ได้เป็นคนที่ไร้หัวใจเหมือนกับคุณนะคะ”
เมื่อเธอพูดจบ เธอก็ก้าวเท้าและเดินไปขึ้นรถในทันที แต่ทว่าเธอกลับถูกใครบางคนรั้งเอาไว้ “ไป๋เสว่เอ๋อร์ ผมทำแบบนี้เพราะหวังดีกับคุณนะ!”
ไป๋เสว่เอ๋อร์ปัดมือของเขาออกไป ขณะที่เธอกำลังจะเอ่ยปากพูดอะไรออกมา ทันใดนั้น โทรศัพท์มือถือที่อยู่ในมือก็ส่งเสียงดังขึ้นมาอย่างพอดิบพอดี
เมื่อก้มลงมองหน้าจอโทรศัพท์มือถือ ทันทีที่เธอเห็นชื่อของ “ลู่เหยา” คำสองคำนี้กำลังปรากฏขึ้นที่หน้าจอ ไป๋เสว่เอ๋อร์ก็ชะงักและนิ่งไปครู่หนึ่งในทันที
เผยลี่เชินที่ยืนอยู่ข้างๆ นั้นก็เห็นข้อความที่ปรากฏอยู่บนหน้าจออย่างชัดเจนเช่นกัน ขณะที่เขายังไม่ทันได้พูดอะไรออกไปนั้น ไป๋เสว่เอ๋อร์ก็กดปุ่มรับสายเสียแล้ว “สวัสดีค่ะ”
เสียงอันอ่อนโยนของลู่เหยาดังขึ้นมาจากปลายสายโทรศัพท์ “เสว่เอ๋อร์ วันนี้คุณว่างไหมครับ”
ทันใดนั้น ไป๋เสว่เอ๋อร์ก็กำโทรศัพท์ที่ถืออยู่ในมือเอาไว้แน่น จากนั้น เธอก็จงใจฉีกยิ้มกว้างและพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูผ่อนคลายออกไปว่า “ว่างสิคะ”
“ถ้าอย่างนั้น พวกเราไปกินข้าวด้วยกันดีไหม แล้วคุณก็พาเสี่ยวเจ๋อออกมาด้วยนะ คุณคิดว่ายังไงล่ะ”
ไป๋เสว่เอ๋อร์ยิ้มหวานต่อหน้าเผยลี่เชิน และพูดออกไปว่า “ได้สิคะ รุ่นพี่ส่งที่อยู่มาเลยค่ะ เดี๋ยวฉันจะพาเสี่ยวเจ๋อไปที่นั่นเอง”
“ได้ครับ”
หลังจากวางสายแล้ว ไป๋เสว่เอ๋อร์ก็ก้าวเท้าเตรียมตัวที่จะเดินจากไป เมื่อเธอเปิดประตูรถได้ เผยลี่เชินก็รีบปิดประตูรถด้วยสีหน้าที่ดูเคร่งเครียดในทันที
ใบหน้าของเขาดูเศร้าหมองอย่างมาก “คุณจะไปหาลู่เหยาอย่างนั้นเหรอ”
ไป๋เสว่เอ๋อร์รู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย เธอจึงตอบอย่างปัดๆ ไปว่า “ใช่ มีปัญหาอะไรไหมคะ”
เผยลี่เชินเดินก้าวเข้าไปใกล้เธอ และพูดด้วยน้ำเสียงทุ่มต่ำว่า “ตอนนี้พวกเรายังมีความสัมพันธ์แบบคู่รักกันอยู่นะ”
ไป๋เสว่เอ๋อร์โต้ตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจและเด็ดขาดว่า “แต่ในข้อตกลงไม่ได้ระบุไว้ว่าฉันไม่สามารถไปพบเพื่อนของฉันได้ ใช่ไหมคะ”
เผยลี่เชินนิ่งเงียบไม่ยอมพูดอะไรออกมาครู่หนึ่ง เพราะสิ่งที่เธอพูดออกมานั้นเป็นเรื่องจริง
เมื่อไป๋เสว่เอ๋อร์เห็นว่าเขานิ่งเงียบไป เธอก็เดินอ้อมตัวเขาไป และรีบเปิดประตูขึ้นรถในทันที
ใบหน้าของห้าวเจ๋อน้อยดูเศร้าเล็กน้อย “หม่าม้า ผมรอตั้งนานแล้วนะฮะ……”
ไป๋เสว่เอ๋อร์ยิ้ม และจงใจเปล่งเสียงของเธอให้ดังขึ้นกว่าปกติว่า “พวกเราไปกันเถอะ ไปหาคุณลุงลู่เหยากันเถอะ!”
เมื่อเธอพูดจบ เธอก็ปิดประตูรถทันที
ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างนอกนั้นมีสีหน้าที่ดูเจ็บปวดเล็กน้อย แต่ในท้ายที่สุดแล้ว เขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา จากนั้น เขาก็เดินไปยังรถยนต์อีกคันที่จอดอยู่ไม่ไกล หลังจากที่เขาขึ้นรถไปแล้ว เขาก็กำชับเจิงหงว่า “ตามรถของไป๋เสว่เอ๋อร์ไป”
ตอนที่ตัดสินใจทำข้อตกลงนั้น เขาไม่เคยคิดเลยว่าจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันแบบนี้ขึ้นได้ แต่ทว่าในตอนนี้นั้น เขาก็มีวิธีการในแบบของเขาเอง
ขณะที่กำลังตามหญิงสาวไปนั้น รถยนต์ที่ข้างหน้าก็ไปจอดนิ่งอยู่ที่บริเวณหน้าอาคารซิงกวางที่ตั้งอยู่ในใจกลางเมือง เผยลี่เชินนั่งอยู่บนรถ และมองดูไป๋เสว่เอ๋อร์กับห้าวเจ๋อน้อยลงจากรถ โดยมีลู่เหยายืนรอพวกเขาอยู่ที่ริมถนน
ทั้งสามคนพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน พร้อมกับเดินเข้าไปในร้านอาหารทันที ภาพที่ปรากฏให้เห็นนั้นช่างเหมือนกับครอบครัวพ่อแม่ลูกที่ดูอบอุ่นและมีความสุข
เมื่อได้เห็นภาพแบบนั้นเข้า ภายในหัวใจของเผยลี่เชินก็รู้สึกอึดอัดขึ้นมา เขารีบผลักประตูและลงจากรถ พร้อมกับเดินตามเข้าไป
“เสี่ยวเจ๋อ หนูลองไปดูสิว่าคราวนี้คุณลุงเอาของขวัญอะไรมาให้หนูน่ะ!”
เมื่อเข้าไปในร้านอาหารและนั่งลงที่โต๊ะเรียบร้อยแล้ว ลู่เหยาก็หยิบของขวัญที่เตรียมเอาไว้ล่วงหน้าออกมา
ดวงตาของห้าวเจ๋อน้อยเป็นประกายขึ้นมาในทันที “หุ่นยนต์ทรานส์ฟอร์เมอร์!”
เมื่อได้เห็นเด็กชายตัวน้อยช่างมีความสุขเหลือล้น ไป๋เสว่เอ๋อร์ก็หันไปมองลู่เหยา พร้อมบ่นด้วยรอยยิ้มว่า “ของเล่นของเสี่ยวเจ๋อมีเยอะมากพอแล้วล่ะค่ะ ทำไมคุณถึงยังซื้อมาให้อีกล่ะคะ”
ลู่เหยายิ้ม พร้อมกับเอื้อมมือมาลูบศีรษะอันเล็กจิ๋วของห้าวเจ๋อน้อย “ไม่เยอะหรอก ไม่ได้ซื้อกันทุกวันเสียหน่อย”
เมื่อเขาพูดจบ เขาก็หันไปมองไป๋เสว่เอ๋อร์ “พวกเราสั่งอาหารกันดีไหม”
ทันทีที่เห็นไป๋เสว่เอ๋อร์พยักหน้า ลู่เหยาก็หันไปที่ด้านข้าง ขณะที่เขากำลังจะเรียกบริกรให้มาที่โต๊ะนั้น จู่ๆ เขาก็เห็นใบหน้าอันคุ้นตากำลังเดินตรงมายังโต๊ะของพวกเขาในทันที ใบหน้าของลู่เหยาดูซีดเผือดไปครู่หนึ่ง
“เป็นอะไรไปคะ” ไป๋เสว่เอ๋อร์มองตามสายตาของลู่เหยาไป และก็มองเห็นเผยลี่เชินกำลังเดินมาที่โต๊ะของพวกเขา
สีหน้าของชายหนุ่มดูเย็นชาเล็กน้อย ทำให้ไป๋เสว่เอ๋อร์รู้สึกเคร่งเครียดและว้าวุ่นใจขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
หรือว่าเขาจะ…….
เผยลี่เชินเดินมาหาพวกเขา สายตาของเขาจ้องมองไปที่ลู่เหยา จากนั้นก็นั่งลงที่บริเวณโต๊ะข้างๆ พร้อมกับเอ่ยปากพูดคุยด้วยอารมณ์ทีเล่นทีจริงว่า “อ้าวบังเอิญจัง ประธานลู่ก็มาทานข้าวที่นี่ด้วยเหรอครับ”
ไป๋เสว่เอ๋อร์มองดูแววตาที่ดูลึกล้ำเล็กน้อยของชายหนุ่ม และไม่ได้โต้ตอบอะไรกลับไป
การที่เขาทำแบบนี้……เขาจะมาไม้ไหนกันแน่นะ