สัญญาร้ายของประธานปีศาจ - ตอนที่ 426
อนที่ 426 คนที่สามารถเชื่อใจได้ก็มีเพียงคุณเท่านั้น
ถูกเขาถามขึ้นมาเช่นนี้ ไป๋เสว่เอ๋อร์ก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาอย่างประหลาด เธอเอ่ยขึ้นด้วยสายตาที่ล่องลอย ขาดความมั่นใจออกมาว่า “ไม่มีอะไรค่ะ คุณมีธุระอะไรก็พูดมาตรงๆเถอะ ฉันเริ่มรู้สึกเหนื่อยแล้ว”
ในขณะที่พูด เธอก็ยกมือขึ้นนวดไปที่ขมับของตัวเองเบาๆ ก้มศีรษะลงปกปิดความเก้อเขินที่อยู่บนใบหน้าของตนเองเอาไว้
“ผมมีของบางอย่างจะให้คุณดู” น้ำเสียงของเผยลี่เชินอยู่ๆก็จริงจังขึ้นมาอย่างกะทันหัน “เรื่องนี้ต้องการให้คุณช่วยผม”
ไป๋เสว่เอ๋อร์เงยหน้าขึ้น ประสานเข้ากับดวงตาทั้งสองข้างที่ดำขลับของชายหนุ่ม และจริงจังตามขึ้นมาเช่นเดียวกันโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว “เรื่องอะไรคะ?”
“คุณตามผมมา”
ในขณะที่พูด เผยลี่เชินก็ก้าวขาเดินขึ้นบันไดไปในทันที
ไป๋เสว่เอ๋อร์สูดหายใจเข้าเต็มปอด กัดริมฝีปากเล็กน้อย รีบก้าวขาเดินตามขึ้นไป มาถึงยังชั้นสอง เดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว ก็มาถึงด้านหน้าประตูห้องหนังสือ เผยลี่เชินผลักประตูเดินเข้าไปในทันที
ไป๋เสว่เอ๋อร์เดินตามเขามาถึงยังหน้าโต๊ะหนังสือ มองเห็นเผยลี่เชินนำแฟ้มเอกสารที่วางอยู่บนโต๊ะส่งมาให้กับเธอ “คุณลองดูนี่”
ไป๋เสว่เอ๋อร์ยื่นมือออกไปรับ มองเห็นด้านในเป็นรูปภาพปึกหนึ่ง ก็นิ่งอึ้งไปก่อนเล็กน้อย จากนั้นก็มองดูรูปภาพทีละรูปๆ
ผู้ชายที่อยู่บนรูปภาพค่อนข้างคุ้นตาเล็กน้อย กำลังเดินช้อปปิ้งของแบรนด์เนมหรูหรากับผู้หญิงวัยรุ่นคนหนึ่ง ไป๋เสว่เอ๋อร์หรี่ตาลงเล็กน้อย ลองคิดอย่างละเอียด ทันใดนั้น อยู่ๆก็คิดอะไรขึ้นมาได้
เธอเงยหน้ามองไปยังเผยลี่เชิน “นี่คือ…คุณหมอประจำครอบครัวของตระกูลเผย คุณหมออาน?”
“ใช่ ก็คือเขา” เผยลี่เชินเอ่ยปากขึ้นอย่างช้าๆว่า “คุณลุงเฝิงบอกกับผมว่า ช่วงนี้คุณหมออานดูจะสนิทสนมกับเย่ชิวหรงมาก ผมก็เลยให้คนไปแอบตรวจสอบดูสักหน่อย จากนั้นค้นพบว่าช่วงนี้เขาเพิ่งจะรับเลี้ยงเด็กสาวที่กำลังเรียนอยู่มหาวิทยาลัยเอาไว้คนหนึ่ง ยังเข้าออกสถานที่อุปโภคบริโภคที่หรูหราอยู่บ่อยๆ อาศัยรายรับของเขาแล้ว การใช้ชีวิตไม่ถึงขั้นขาดแคลนเงิน แต่เขามีภรรยาที่เข้มงวดคอยควบคุมเงินอยู่ ปกติแล้วเขาไม่อาจจะมีเงินเหลือเยอะขนาดนี้ได้”
ไป๋เสว่เอ๋อร์ได้ยินดังนั้น คิดถึงการตอบสนองในห้องผู้ป่วยของเย่ชิวหรงในวันนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วขึ้น
เห็นได้ชัดเจนเป็นอย่างมากว่า เย่ชิวหรงมีความคิดที่เป็นศัตรูกับเธอ อีกทั้งเจียงหวั่นหวั่นก็ยังพบเข้ากับเธอที่เอาหูแนบพิงอยู่หน้าประตูแอบฟังเธอกับคุณท่านเผยพูดคุยกัน…
คิดเชื่อมโยงไปถึงในตอนที่อยู่คฤหาสน์หลังเก่าของบ้านตระกูลเผยไป๋เสว่เอ๋อร์เห็นเย่ชิวหรงต้มยาให้กับคุณท่านเผยด้วยตัวเองอีก…ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวโยงต่อเนื่องกันขึ้นมา ราวกับชี้แสงสว่างไปในทิศทางเดียวกันอย่างชัดเจนท่ามกลางความมืดสลัว
เธอสูดหายใจเข้าเต็มปอด แหงนหน้ามองไปยังเผยลี่เชิน เอ่ยปากถามขึ้นเบาๆว่า “นี่คุณกำลังคิดว่าเย่ชิวหรงแอบติดสินบนคุณหมออานหรอคะ?”
“ตอนนี้ผมเพียงแค่สงสัย” เผยลี่เชินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรอยู่ “แต่ตอนนี้ที่บริษัทเป็นเพราะเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของสื่อสังคมภายนอกยุ่งจนไม่อาจจะปลีกตัวออกมาได้ ผมช่วงนี้ไม่มีเวลาไปตรวจสอบ อีกทั้งหากผมส่งคนไปตรวจสอบ ทำให้เย่ชิวหรงแตกตื่น เกรงว่าเรื่องราวอาจจะเปลี่ยนเป็นซับซ้อนมากยิ่งขึ้น”
ได้ยินเขาพูดเช่นนี้ ไป๋เสว่เอ๋อร์ก็เข้าใจขึ้นมาในทันที “คุณหมายถึงอยากจะให้ฉันไปลองหยั่งเชิงดูสักหน่อยเหรอคะ?”
เผยลี่เชินสบสายตากับเธอ เอ่ยถามขึ้นเบาๆว่า “คุณยินดีไหม?”
มองดูสายตาที่จริงใจของชายหนุ่ม คิดถึงสถานการณ์ที่เขาตกอยู่ในตอนนี้ แม้กระทั่งคำพูดที่จะปฏิเสธไป๋เสว่เอ๋อร์ก็ยังจะพูดไม่ออกเลยแม้แต่น้อย
เธอสูดหายใจเข้าเต็มปอด เอ่ยปากขึ้นเบาๆว่า “ฉันจะลองดูค่ะ สองสามวันนี้ฉันจะไปเยี่ยมคุณลุงที่โรงพยาบาล มีอะไรผิดปกติฉันจะจับตาดูเอาไว้”
คำพูดของเธอเพิ่งหลุดออกมาจากปาก วินาทีต่อมาเผยลี่เชินก็ก้าวขาขึ้นมาข้างหน้า นำเธอกอดเข้าไปในอ้อมแขนทันที
ไป๋เสว่เอ๋อร์ตกตะลึงไปชั่วขณะ ฟังเสียงลมหายใจของชายหนุ่มที่อยู่บริเวณด้านข้างใบหู หัวใจก็เต้นเร็วขึ้นมาโดยที่ไม่รู้เนื้อรู้ตัว
ห้องทั้งห้องเงียบจนราวกับเหลือเพียงแค่เสียงลมหายใจของพวกเขาทั้งสองคน จากนั้น ก็มีเสียงๆหนึ่งดังขึ้นที่ด้านข้างใบหูของเธอ “ผมตอนนี้ คนที่สามารถเชื่อใจได้ก็มีเพียงคุณเท่านั้น”
หัวใจของไป๋เสว่เอ๋อร์สั่นไหว คิดไม่ถึงว่าจะมีความรู้สึกขมขื่นขึ้นมาอย่างประหลาด เธอยกมือขึ้น โฉบไปที่เอวของเขาอย่างช้าๆ เอ่ยปากขึ้นเบาๆว่า “ฉันจะช่วยคุณค่ะ”
แต่ว่า ก็จำกัดเพียงแค่ภายในสามสิบวันนี้เท่านั้น
ไป๋เสว่เอ๋อร์กัดฟันแน่น สลัดตัวให้หลุดจากอ้อมแขนของเขา ถอยหลังออกไปหนึ่งก้าวส่งยิ้มให้กับเขาเล็กน้อย “นี่ก็ดึกมากแล้ว ฉันกลับไปพักผ่อนก่อนนะคะ”
พูดจบ เธอก็รีบหมุนตัว ก้าวขาเดินออกจากห้องหนังสือไปอย่างรวดเร็ว
หลังจากที่ลงจากชั้นสองมายังชั้นหนึ่งด้วยความรีบร้อน ร่างกายที่เกร็งตัวแน่นของไป๋เสว่เอ๋อร์ถึงได้ผ่อนคลายลงมากอย่างกะทันหัน
เธอตบไปที่แก้มทั้งสองข้างของตัวเองเบาๆ ฝืนบังคับให้ตนเองมีสติขึ้นมาเล็กน้อย
ภายในสามสิบวันนี้ เธอจะช่วยเขาให้เต็มที่ แต่หากเวลาที่กำหนดสิ้นสุดลง เธอก็จะต้องใจแข็ง จะมาลังเลไม่กล้าตัดสินใจแบบนี้ไม่ได้อีก!
เที่ยงวันถัดมา ไป๋เสว่เอ๋อร์ให้ป้าจางทำอาหารที่รสชาติอ่อนคล่องคอเพิ่มขึ้นอีกสองสามอย่าง ใช้กล่องอาหารหลายชั้นบรรจุจนเสร็จ จากนั้นก็รีบเดินทางไปที่โรงพยาบาลในทันที
มาถึงห้องผู้ป่วยด้วยความเร่งรีบ พอเธอผลักประตูให้เปิดออก ก็เห็นเย่ชิวหรงถือกล่องข้าวกำลังจะออกไปรับอาหาร
มองเห็นไป๋เสว่เอ๋อร์ที่ยืนอยู่ด้านหน้าประตู เย่ชิวหรงก็ตกตะลึงไปชั่วขณะ ไม่ช้าก็แอบขมวดคิ้วขึ้นอย่างไม่เหลือร่องรอยให้เห็น
“แม่หนูไป๋ มาได้ยังไงกัน?”
คุณท่านเผยกำลังกึ่งนั่งกึ่งนอนดูหนังสือพิมพ์อยู่บนเตียง พอเห็นไป๋เสว่เอ๋อร์ ก็แย้มยิ้มอย่างอารมณ์ดีขึ้นมาในทันที
ไป๋เสว่เอ๋อร์ยกมือขึ้น ส่งสัญญาณให้กับกล่องข้าวที่อยู่ในมือ หัวเราะเบาๆพร้อมกับเอ่ยขึ้นว่า “คุณลุงคะ หนูมาส่งข้าวให้กับคุณลุงแล้วค่ะ เมื่อวานนี้ป้าจางได้ยินว่าคุณลุงชอบทานน้ำซุปที่เธอตุ๋น นี่ก็ วันนี้ก็ตั้งใจทำอาหารที่ทำแล้วอร่อยที่สุดอีกสองสามอย่างให้หนูนำมาเป็นพิเศษอีก”
“งั้นหรอ!” คุณท่านเผยยิ้มขึ้นเล็กน้อย ค่อยๆพับหนังสือพิมพ์ที่อยู่ในมือวางเอาไว้อีกด้าน
ไป๋เสว่เอ๋อร์รีบเดินเข้าไป นำกล่องอาหารวางลงบนโต๊ะที่อยู่บนเตียงผู้ป่วย นำออกมาวางทีละอย่างๆ
ทำทุกอย่างนี้เสร็จ เธอก็หันไปมองเย่ชิวหรงที่อยู่ด้านข้าง ส่งยิ้มเล็กน้อยให้กับเธอ “รู้ว่าน้าชิวดูแลคุณลุงนั้นลำบากมาก หนูตั้งใจนำมาสำหรับรับประทานสองคนโดยเฉพาะค่ะ”
ได้ยินเธอพูดเช่นนี้ เย่ชิวหรงก็ยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย แต่นัยน์ตากลับเยือกเย็นจนถึงขีดสุด
ก่อนหน้านี้เย่ชิวหรงเคยเป็นคนรับใช้ที่บ้านตระกูลไป๋ระยะเวลาหนึ่ง ในตอนนั้นไป๋เสว่เอ๋อร์ก็เรียกเธอว่า “น้าชิว” ตอนนี้มาได้ยินเธอเรียกตนเองเช่นนี้ เย่ชิวหรงก็ต้องไม่พอใจเป็นธรรมดา
คุณท่านเผยยิ้มขึ้นเล็กน้อย เห็นไป๋เสว่เอ๋อร์นำตะเกียบยื่นส่งมาให้ ก็อดไม่ได้ที่จะทอดถอนหายใจออกมา “ก็ยังคงเป็นแม่หนูไป๋ที่รู้ความล่ะนะ”
อยู่เป็นเพื่อนคุณท่านเผยจนรับประทานอาหารเสร็จ ไป๋เสว่เอ๋อร์มักจะพูดคุยกับคุณท่านเผยอยู่ตลอดเวลา ในขณะเดียวกันก็ยังไม่ลืมที่จะแอบสังเกตสีหน้าของเย่ชิวหรง
เป็นอย่างที่คิดเอาไว้จริงๆ เธอก้มหน้าก้มตารับประทานอาหาร สีหน้าไม่มีดีให้เห็นเลยสักครั้ง
ก่อนที่จะเตรียมตัวออกไปจากที่นี่ ไป๋เสว่เอ๋อร์นำกล่องอาหารเก็บขึ้น คุณท่านเผยที่อยู่ด้านข้างเอ่ยขึ้นอย่างปลื้มใจ “แม่หนู ต่อไปก็ไม่ต้องวิ่งมาวิ่งไปแบบนี้ทุกวันแล้ว ลำบากเกินไป หากเป็นห่วงคนแก่อย่างฉันจริงๆล่ะก็ ตอนที่หนูมาคราวหน้า พาห้าวเจ๋อน้อยมาด้วย นี่ฉันก็มีความสุขมากแล้ว !”
ได้ยินคุณท่านเผยเอ่ยคำพูดแนะนำที่จริงใจเช่นนี้ออกมา ในใจของไป๋เสว่เอ๋อร์ก็มีความรู้สึกละอายใจอย่างบอกไม่ถูกเกิดขึ้น ถึงอย่างไรเขาก็เป็นคุณปู่แท้ๆของห้าวเจ๋อน้อยจริงๆ
ไป๋เสว่เอ๋อร์พยักหน้าเล็กน้อย เอ่ยปากขึ้นมาว่า “คุณลุง หนูเข้าใจแล้วค่ะ พรุ่งนี้หนูจะพาห้าวเจ๋อน้อยมาเยี่ยมคุณลุงนะคะ”
คุณท่านเผยได้ยินดังนั้น ก็พยักหน้าอย่างจริงจัง จากนั้นโบกมือส่งให้กับเธอ “หนูกลับไปเถอะ เดินทางดีๆล่ะ”
“ค่ะ”
ออกมาจากโรงพยาบาล ในใจของไป๋เสว่เอ๋อร์ก็ปรากฏความรู้สึกขมขื่นที่บอกไม่ถูกออกมาอย่างมากมาย ต่อให้ระหว่างเธอกับเผยลี่เชินจะมีบุญคุณความแค้นที่ไม่มีทางที่จะแก้ไขปัญหาได้ แต่ห้าวเจ๋อน้อยกับคุณท่านเผยต่างก็เป็นผู้บริสุทธิ์ เธอก็ไม่มีเหตุผลที่จะบีบบังคับให้พวกเขาต้องแยกจากกัน
เธอเดินออกมาจากหน้าประตูใหญ่ของโรงพยาบาลอย่างเหม่อลอย เดินได้เพียงแค่ไม่กี่ก้าว อยู่ๆทางที่อยู่ด้านหน้าก็ถูกคนขวางเอาไว้อย่างกะทันหัน พอเงยหน้าขึ้นไป เธอก็เห็นใบหน้าหนึ่งที่แฝงไปด้วยรอยยิ้ม
เวินซิวหวีสวมชุดสูทสีเทาเข้มทั้งตัว รูปร่างสูงโปร่ง ดวงตาที่อ่อนโยนคู่นั้นราวกับแฝงไปด้วยพลังที่ไร้รูปทรง ดูเหมือนจะสามารถมองคนออกอย่างทะลุปรุโปร่ง
“คุณหนูไป๋ ไม่เจอกันนานเลยนะครับ”
ไป๋เสว่เอ๋อร์ได้สติกลับคืนมาอย่างกะทันหัน ไม่ทันจะคิดให้ละเอียดว่าเขามาปรากฏตัวที่นี่ได้ยังไง เธอส่งยิ้มให้กับเขาเล็กน้อย “คุณเวินสวัสดีค่ะ หลายวันก่อนเพิ่งจะเจอกัน ก็ไม่นานขนาดนั้นนะคะ”
“ผมกลับรู้สึกว่านานมากแล้ว” เวินซิวหวียิ้มขึ้นอย่างลึกซึ้ง “ไม่เจอหนึ่งวัน นานราวกับสามปี