สัญญาร้ายของประธานปีศาจ - ตอนที่ 99
ตอนที่ 99 แค่เพื่อนร่วมงานเท่านั้นหรือ
เมื่อเห็นว่าเผยลี่เชินไม่ตอบ ไป๋เสว่เอ๋อร์จึงเรียกเขา “ประธานเผยคะ…”
“ถ้าเกิดคุณอยู่ว่างๆ ล่ะก็ คุณก็ไปช่วยเธอก็ได้” เผยลี่เชินตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ไป๋เสว่เอ๋อร์มองออกว่าเผยลี่เชินไม่เห็นด้วย เธออยากจะถามเขา แต่เมื่อเห็นเขายังคงอ่านเอกสารต่อไป เธอจึงทำได้เพียงเก็บคำถามเหล่านั้นเอาไว้ในใจ
เมื่อเธอกลับมาแล้ว ไป๋เสว่เอ๋อร์ก็โทรศัพท์กลับไปหาอานโหรวในทันที สักพักอานโหรวก็ส่งเอกสารเหล่านั้นมาให้เธอทางอีเมล เมื่อเธอเปิดอีเมลดู เธอก็ได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ งานนี้ยากไม่ใช่เล่น
มีคำศัพท์จำนวนหนึ่งที่เธอไม่รู้จัก เธอต้องพึ่งพาพจนานุกรมคำศัพท์เฉพาะทางเพื่อค้นหาถึงจะสามารถเข้าใจความหมายได้
เวลาช่วงบ่ายได้ผ่านพ้นไป เธอใช้เวลากว่าชั่วโมงครึ่งในการแปลงาน แต่ก็ยังไม่สามารถแปลได้มากเท่าไหร่ มารู้ตัวอีกทีก็เลิกงานเสียแล้ว ทันใดนั้น จู่ๆ ประตูก็เปิดออก
เมื่อเธอเงยหน้าขึ้นมา ก็มองเห็นเผยลี่เชิน เธอนิ่งไปครู่หนึ่ง และรีบลุกขึ้นยืนในทันที “ท่านประธาน”
สายตาของเผยลี่เชินมองไปยังบริเวณโต๊ะของเธอและหยุดนิ่งอยู่ชั่วครู่ เขาถามขึ้นมาว่า “ไม่กลับบ้านเหรอ”
“กลับค่ะ” ขณะที่ไป๋เสว่เอ๋อร์พูดอยู่ เธอก็เก็บของบนโต๊ะ พร้อมกับหยิบกระเป๋าเดินออกไปพร้อมกับเผยลี่เชิน
ปกติแล้วถ้าเผยลี่เชินไม่ต้องออกไปเลี้ยงรับรองลูกค้าในตอนเย็น เขาจะรอเธอกลับบ้านด้วยกัน ไป๋เสว่เอ๋อร์รู้สึกว่าการที่เธอกับเขาเลิกงานพร้อมกัน ทำให้เธอรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย แถมเธอยังกลัวว่าถ้าเพื่อนร่วมงานในบริษัทเห็นเข้าแล้วล่ะก็ เธอจะโดนวิจารณ์เอาได้ แต่ว่าท่าทีที่ไม่ยอมรับการปฏิเสธของชายหนุ่มนั้น กลับทำให้เธอไม่มีทางเลือกเลย
ขณะที่ทั้งสองคนกำลังเดินผ่านออกไปทางห้องโถงใหญ่ที่บริเวณชั้นหนึ่ง บรรดาพนักงานที่อยู่ตรงบริเวณพักผ่อนที่อยู่ข้างๆ ก็เริ่มซุบซิบกันตามที่เธอคาดคิดไว้
“ผู้หญิงที่เดินอยู่ข้างๆ ประธานเผยคือใครกันน่ะ ทำไมถึงดูไม่คุ้นหน้าเลย”
“นั่นมันอดีตแฟนสาวของรองประธานเผยนี่นา เธอไม่รู้เหรอ เธอมาทำงานที่บริษัทของเราแล้ว ตอนนี้เป็นเลขาของประธานเผยอยู่!”
“เหรอ ฉันว่าพวกเขาสองคนต้องมีอะไรแน่ๆ เลย กลับบ้านด้วยกันแบบนี้ พี่น้องสองคนดันมาชอบผู้หญิงคนเดียวกัน โอ๊ย ไม่อยากจะคิดเลย!”
“ได้ยินว่าผู้หญิงคนนั้นถูกรองประธานเผยทิ้งไปแล้วนี่ ไม่รู้ว่ามาคบกับประธานเผยได้อย่างไร…”
“….”
เสียงซุบซิบของพวกเขาลอยไปเข้าหูของลู่อี้หลิงที่นั่งอยู่ตรงมุมพักผ่อนอย่างนิ่งเงียบและไม่พูดอะไรสักคำ
ลู่อี้หลิงสวมแว่นตากันแดดเพื่อปกปิดใบหน้าส่วนใหญ่ของเธอ และมองผ่านกระจกอันโปร่งใสของแว่นตาออกไปยังด้านนอก สายตาของเธอไปหยุดอยู่ที่เผยลี่เชิน
ตั้งแต่ที่เผยลี่เชินจากหนานไห่มา เธอฝันถึงเขาเป็นเวลานานถึงสามวันติดกัน สำหรับเธอแล้ว เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกสำหรับเธอ ดังนั้น เธอจึงตัดสินใจไล่ตามเขา
มันยากทีเดียวที่เธอจะได้พบกับผู้ชายที่เธอสนใจ แล้วทำไมเธอถึงจะไม่ไล่ตามเขาไปล่ะ
เมื่อไป๋เสว่เอ๋อร์เห็นว่ารถไม่ได้กำลังขับไปทางคฤหาสน์ของเผยลี่เชิน เธอจึงอดไม่ได้ที่ถามออกไปว่า “พวกเรากำลังไปที่ไหนเหรอคะ”
“โรงพยาบาล”
เมื่อเธอได้ยินเขาตอบเช่นนั้น ไป๋เสว่เอ๋อร์ถึงนึกขึ้นมาได้ว่าวันนี้ตอนที่อยู่ในห้องทำงาน เขาบอกว่าเขาจะต้องพาเธอไปทำแผลใหม่ที่โรงพยาบาล เธอลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท ไม่คิดว่าเขายังคงจำได้
เมื่อถึงโรงพยาบาล พยาบาลก็ทำแผลให้กับเธอใหม่อีกครั้ง แถมหมอก็จ่ายครีมทาสำหรับรักษารอยแผลเป็นจำนวนไม่น้อยมาให้เธอด้วย
“คุณไป๋ ขาของคุณอาจมีรอยแผลเป็นได้ ดังนั้น คุณต้องระวังให้มากขึ้นนะครับ ให้สะเก็ดแผลหลุดไปเองตามธรรมชาติ หลังจากนั้นก็ทาครีมที่ผมจ่ายให้คุณไป น่าจะช่วยให้คุณหายได้เร็วขึ้น”
“ค่ะ ขอบคุณมากนะคะ คุณหมอ”
หลังจากที่ทั้งสองคนออกมาจากห้องตรวจโรค เผยลี่เชินได้แต่นิ่งเงียบและไม่พูดอะไรสักนิด ไป๋เสว่เอ๋อร์เงยหน้าขึ้นมองเขา และเอ่ยปากถามเขาว่า “เป็นอะไรไปเหรอคะ”
“ไม่มีอะไร” ถึงแม้ว่าปากของเผยลี่เชินจะตอบเธอแบบนั้น แต่ภายในใจของเขากลับรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา
ผิวของไป๋เสว่เอ๋อร์นั้นขาวอยู่แล้ว ทั่วทั้งร่างกายของเธอทั้งขาวเนียนกระจ่างใส และไม่มีรอยแผลเป็นเลยแม้แต่น้อย ถ้าเกิดว่าขาของเธอนั้นจะต้องมีรอยแผลเป็นขึ้นมาจริงๆ เขาก็คงจะรู้สึกไม่สบายใจอย่างมาก
ไป๋เสว่เอ๋อร์รู้สึกแปลกๆ เล็กน้อย ไม่รู้ว่าอะไรมาดลใจทำให้เธอรู้สึกเช่นนั้น แต่ในขณะที่เธอยังไม่ทันได้ตอบอะไรนั้น เธอก็รู้สึกถึงแรงกดที่บริเวณเอวของเธอ ทันใดนั้น เธอก็ถูกใครบางคนกอดเข้าเสียแล้ว
เมื่อเธอเงยหน้าขึ้นมอง ก็พลันสบตาเผยลี่เชินเข้าพอดี “วางใจเถอะ ผมไม่ยอมให้คุณมีแผลเป็นแน่นอน”
หัวใจของไป๋เสว่เอ๋อร์จมดิ่งลึกลงมากขึ้น ชั่วขณะนั้น เธอรู้สึกราวกับว่าทั้งตัวของเธอกำลังถูกสายตาของชายหนุ่มดูดเข้าไป นับตั้งแต่ที่ตระกูลไป๋เกิดเรื่อง ไม่มีใครคอยมาดูแลเอาใจใส่เธอเลยสักนิด ใครจะมาคอยสนใจกันว่าเธอจะมีรอยแผลเป็นหรือไม่
แต่ทว่าผู้ชายคนนี้กลับสนใจในเรื่องนั้นอย่างน่าประหลาด
ไป๋เสว่เอ๋อร์สูดหายใจเข้าลึกๆ เธอรู้สึกเจ็บจมูกอย่างบอกไม่ถูก ทันใดนั้น เสียงเสียงหนึ่งก็ดึงเธอให้กลับเข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริง
“เสว่เอ๋อร์เหรอจ๊ะ”
เธอหันศีรษะกลับมา และมองเห็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก เธอคุ้นหน้าผู้หญิงคนนี้มาก เมื่อเดินเข้าไปใกล้ เธอจึงนึกออก ผู้หญิงคนนี้คือน้าหรง เพื่อนของคุณแม่ของเธอ
ไป๋เสว่เอ๋อร์หันไปยิ้มให้กับเธอ “น้าหรง บังเอิญจังเลยค่ะ”
สวี่ลี่หรงยิ้มที่มุมปาก แต่สายตาของเธอกลับไปหยุดอยู่ที่เผยลี่เชิน ทันทีที่เธอเห็นนิสัยและการแต่งตัวของชายหนุ่ม เธอก็รู้ได้ในทันทีว่านี่ไม่ใช่ชายหนุ่มธรรมดา
“เสว่เอ๋อร์ นี่ใครเหรอจ๊ะ”
ไป๋เสว่เอ๋อร์นิ่งไปครู่หนึ่ง เธอตอบปัดอย่างขอไปที “เขาเป็นเพื่อนร่วมงานของหนูค่ะ พอดีหนูไม่ระวังทำให้ขาของหนูบาดเจ็บเป็นแผล เขาเลยพาหนูมาทำแผลน่ะค่ะ”
สวี่ลี่หรงพยักหน้า เห็นได้ชัดว่าเธอสนใจในตัวของเผยลี่เชิน เธอแทบจะไม่ละสายตาออกจากเผยลี่เชินเลยสักนิดเดียว
ไป๋เสว่เอ๋อร์รู้สึกทำตัวไม่ถูกเล็กน้อย เธอจึงเอ่ยปากถามไปว่า “น้าหรงมาโรงพยาบาลทำอะไรเหรอคะ”
“น้ามาตรวจสุขภาพทั่วไปจ้ะ ไม่มีอะไรหรอก”
ทั้งสองคนยิ้มแย้มให้กัน และถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันอยู่สักพัก ก็แยกจากกัน
ขณะที่กำลังขึ้นลิฟต์ หัวใจของไป๋เสว่เอ๋อร์เต้นไม่หยุดด้วยความกลัวและกังวล เธอกลัวว่าน้าหรงจะนำเรื่องนี้ไปบอกกับแม่ของเธอ
ทันใดนั้น ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากข้างกายเธอ “เพื่อนร่วมงานเหรอ”
เมื่อเผยลี่เชินได้ยินไป๋เสว่เอ๋อร์เรียกเขาเช่นนั้นต่อหน้าสวี่ลี่หรงเมื่อครู่นี้ ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วแน่น
ในสายตาของเธอแล้ว เธอกับเขาเป็นแค่เพื่อนร่วมงานกันมาตลอดเลยสินะ
ไป๋เสว่เอ๋อร์หันหน้ามา และเห็นว่าสีหน้าของชายหนุ่มไม่ค่อยสู้ดีนัก เธอก็เข้าใจขึ้นมาในทันที
เมื่อกี้เธอก็แค่พูดตอบแบบขอไปที เพื่อให้เรื่องยุ่งเหยิงผ่านพ้นไป นึกไม่ถึงว่าเขาจะเก็บไปคิดมากขนาดนี้
ชายหนุ่มหันหน้าตรง ไม่มองไปที่หญิงสาว ความเย็นยะเยือกแผ่ซ่านออกมาจากทั่วทั้งร่างกายของเขา ไป๋เสว่เอ๋อร์สูดหายใจเข้าลึกๆ เธอเอื้อมมือออกไปคว้าชายเสื้อผ้าของชายหนุ่มอย่างเบามือ
“เธอเป็นเพื่อนของคุณแม่ฉัน เมื่อกี้ฉันนึกอะไรได้ ก็ตอบไปแบบนั้นก็เท่านั้นเอง”
เมื่อเห็นว่าเขาไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง เธอจึงดึงชายเสื้อของเขาเบาๆ 2 ครั้ง
ชายหนุ่มเอื้อมมือไปดึงชายเสื้อของเขาออกมาจากมือของหญิงสาว แต่แล้วทันใดนั้น เขาก็ใช้มือทั้งสองข้างของเขายันผนังลิฟต์เอาไว้ ไป๋เสว่เอ๋อร์ถูกเขาต้อนให้จนมุมเข้าเสียแล้ว เธอเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความกังวลขึ้นมาเล็กน้อย “เป็นอะไรไปคะ”
เผยลี่เชินยิ่งขมวดคิ้วแน่น มองดวงตาของเธอที่ราวกับว่ามีหมอกปกคลุมอยู่ทั้งสองข้าง หัวใจของเขาปั่นป่วนเล็กน้อย
ลิฟต์มาถึงยังชั้นหนึ่งพอดี เมื่อเสียง “ติ๊ง…” ของลิฟต์ดังขึ้น เผยลี่เชินก็ชักมือของเขาเก็บกลับไป
“ไม่มีอะไร” เมื่อเขาพูดจบ เขาก็สาวเท้าเดินออกไปยังด้านนอกในทันที
เกิดอะไรขึ้นกันแน่นะ
เขาได้แต่พึมพำอะไรบางอย่าง ส่วนไป๋เสว่เอ๋อร์ก็เดินตามเขาออกไปจากลิฟต์ มุ่งหน้าไปยังด้านนอกของโรงพยาบาล
หลังจากที่กลับมาจากเขตไห่หนาน เผยลี่เชินเอาแต่ทำงานของบริษัทอย่างไม่หยุดหย่อน โดยที่เขาไม่สนใจวันหยุดเลยสักนิดเดียว ในที่สุด ตอนนี้เขาก็มีโอกาสได้ใช้วันหยุดสุดสัปดาห์พักผ่อนเสียที
เขามองออกไปยังนอกหน้าต่าง เมื่อเห็นว่าอากาศนั้นดีทีเดียว เขาก็หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาส่งข้อความ
ทันใดนั้น อีกฝ่ายก็ตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว “แค่ขอให้คุณมา ฉันมีเวลาให้คุณเสมอ”
เผยลี่เชินเก็บมือถือของเขา เมื่อเขาหมุนตัวกลับมา ก็เห็นไป๋เสว่เอ๋อร์กำลังเดินลงบันได้มาจากชั้นบน
ป้าจาง ผู้เป็นคนคอยดูแลจัดการชีวิตประจำวันของเผยลี่เชินที่คฤหาสน์หลังนี้ ได้จัดเตรียมอาหารเช้าไว้เรียบร้อยแล้ว เมื่อเห็นว่าทั้งคู่อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา เธอก็เข้ามาแจ้งให้พวกเขาทราบว่าอาหารพร้อมแล้ว
เผยลี่เชินนั่งลงตรงข้ามไป๋เสว่เอ๋อร์ พร้อมกับพูดขึ้นมาว่า “อีกเดี๋ยวผมจะพาคุณไปสถานที่แห่งหนึ่ง”
ไป๋เสว่เอ๋อร์อึ้งไปครู่หนึ่ง “เรื่องงานรึเปล่าคะ”
วันนี้เป็นวันเสาร์ เธอตกลงกับแม่ของเธอเรียบร้อยแล้วว่าวันนี้จะกลับไปทานข้าวด้วย
“ไม่ใช่”
เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะพูดว่า “ฉันอาจจะไปไม่ได้ค่ะ วันนี้ฉันนัดกับคุณแม่แล้วว่าจะกลับบ้านไปทานข้าวด้วย”
มือของเผยลี่เชินที่กำลังถือตะเกียบอยู่นั้นนิ่งไปชั่วครู่ แต่ไม่นานสีหน้าของเขาก็กลับมาเป็นปกติ “ไม่เป็นไร เรื่องนี้รอได้”
แต่เดิมทีเขาอยากจะพาเธอไปที่ร้านของเพื่อนเพื่อสั่งตัดเสื้อผ้าสัก 2-3 ชุดให้กับเธอ เพราะกิจกรรมการกุศลที่จะจัดขึ้นในเดือนหน้านั้นจะมีงานเลี้ยงตอนค่ำที่ต้องสวมชุดที่เป็นทางการเล็กน้อยด้วย และหลังจากนั้นยังต้องเข้าร่วมงานเลี้ยงต้อนรับหรืองานเลี้ยงหรูหราอะไรทำนองนี้อีกในอนาคต เป็นอะไรที่ขาดไม่ได้
เขานัดกับเพื่อนเอาไว้เรียบร้อยแล้ว แต่ในเมื่อเธอไม่สะดวก ก็ไว้ค่อยหาเวลาไปใหม่แล้วกัน